เว็บบอร์ดสนทนาภาษาปืน

สนทนาภาษาปืน => หลังแนวยิง => ข้อความที่เริ่มโดย: prawin -รักในหลวง- ที่ พฤศจิกายน 16, 2010, 11:05:49 PM



หัวข้อ: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: prawin -รักในหลวง- ที่ พฤศจิกายน 16, 2010, 11:05:49 PM
จังหวัดผมเองครับ   ::004:: 

ขนาดชื่อตัวเองยังเปลี่ยน นางสิภาภัสส์ หรือ สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ แล้ววัดไปตั้งตามชื่อเก่าอีก
เป็นบุคคลธรรมดา มีสามีที่แต่งงานอย่างออกหน้าออกตา 2คน มีข่าวชู้สาวกับน้องชาย นช.ทักษิณ จนต้องหลบหน้าไปอเมริกา  (อ่านคอมเม้นในลิ้งค์ด้วยนะครับ)

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000161745 (http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000161745)

“สิเรียม” ดาราดังทอดกฐินพระราชทานวัดศรีสะเกษ - ไร้เงาน้องชาย “นช.แม้ว” เคียงข้าง 
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 พฤศจิกายน 2553 15:28 น.
 
ศรีสะเกษ- “สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์” ดารานักแสดงชื่อดัง นำกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ทอดถวายที่วัดสิเรียมพุทธาราม อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ เผยเปลี่ยนชื่อใหม่ จาก “วัดเนรมิต บ้านสังกัน” เป็น “วัดสิเรียมพุทธาราม” ด้านดาราดังปลื้มที่ทางวัดใช้ชื่อตัวเองเป็นชื่อวัด เผยไร้เงา “พายัพ” น้องชาย “นช.แม้ว” ร่วมเคียงข้างทอดกฐินเช่นปีที่แล้ว
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่วัดสิเรียมพุทธาราม บ.สังกัน ต.สำโรงพลัน อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้ากฐิน ให้ นางสิภาภัสส์ หรือ สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์  ดารานักแสดงชื่อดัง เป็นผู้แทนพระองค์ทอดถวาย ซึ่งพิธีกรรมในช่วงเช้า นางสิภาภัสส์ หรือ สิเรียม และคณะเจ้าภาพ ได้ร่วมพิธีปักเขตวิสุงคามสีมาอุโบสถพระราชทาน โดยมี พระราชวชิรโมลี รองเจ้าคณะภาค 10 กล่าวสัมโมทนียกถา พระสงฆ์อนุโมทนา
       
       จากนั้นเวลา 13.00 น.นายสมศักด์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้อ่านหมายรับสั่งถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อัญเชิญผ้ากฐินพระราชทานมอบให้ นางสิเรียม เจ้าภาพทอดถวาย จากนั้นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา จ.ศรีสะเกษ อ่านประกาศการเปลี่ยนแปลงชื่อวัด จากเดิมชื่อ “วัดเนรมิต บ้านสังกัน” เป็น “วัดสิเรียมพุทธาราม” เนื่องจากเห็นว่า ชื่อเดิมนั้นไม่เป็นมงคล จึงได้ขอเปลี่ยนชื่อโดยผ่านความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ตามประกาศวันที่ 21 ก.ย.2553       
       นางสิภาภัสส์ หรือ สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ ดารานักแสดงชื่อดัง ได้อ่านแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จากนั้นกล่าวกับผู้ที่มาร่วมพิธีทอดกฐินพระราชทานว่า รู้สึกภูมิใจมากที่ทางวัดใช้ชื่อสิเรียมเป็นชื่อวัด ซึ่งตนพร้อมที่จะร่วมทำบุญเพื่อพัฒนาวัดแห่งนี้อย่างเต็มที่ แต่ไม่อยากให้คิดว่าเป็นวัดของตนคนเดียว แต่ให้คิดว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดของทุกคนที่จะมาทำบุญกุศลร่วมกัน
       
       ด้าน นายรุ่ง มะปรางค์ อายุ 48 ปี ชาวบ้านสังกัน ม.9 ต.สำโรงพลัน อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า คุณสิเรียมได้เข้ามาเป็นโยมอุปถากวัดสิเรียมพุทธาราม ซึ่งเดิมชื่อวัดเนรมิตบ้านสังกัน เป็นเวลาร่วม 3 ปีแล้ว รู้สึกดีใจ และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่คุณสิเรียม ซึ่งเป็นดาราชื่อดังได้เข้ามาในหมู่บ้านและได้มาพัฒนาวัดประจำหมู่บ้านให้เจริญรุ่งเรือง ทำให้วัดในหมู่บ้านเล็ก ๆ เป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไป
       
       ทั้งนี้ แม้จะมีแขกมาเยี่ยมเยียนวัดบ่อยครั้ง โดยเฉพาะคุณสิเรียมจะมาบ่อยมากและส่วนใหญ่มาแบบเงียบๆ แต่ชาวบ้านก็ไม่รู้สึกเหนื่อย ที่ต้องรับแขกบ้านแขกเมือง และยินดีต้อนรับผู้ที่จะมาพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองดำรงพุทธศาสนาของเราให้อยู่สืบถอดไปชั่วลูกหลาน
       
       หลังเสร็จสิ้นพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว นางสิภาภัสส์ หรือ สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ ได้มอบทุนการศึกษา และมอบผ้าห่มกันหนาวให้แก่ผู้สูงอายุ โดยมีชาวบ้านสังกัน ต.สำโรงพลัน อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ ที่มาร่วมพิธีมารอรับผ้าห่มกันหนาวกันเป็นจำนวนมาก
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วัดสิเรียมพุทธาราม บ.สังกัน ต.สำโรงพลัน อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ หรือชื่อเดิม “วัดเนรมิตบ้านสังกัน” เป็นวัดที่ สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ ดาราชื่อดังสร้างความฮือฮาเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศด้วยการควง นายพายัพ ชินวัตร ประธานภาคอีสาน พรรคเพื่อไทย (พท.) น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นักโทษหนีคดีอยู่ต่างประเทศ มาร่วมกันทำบุญทอดกฐินอย่างชื่นมื่น ณ วัดแห่งนี้เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้ไร้เงาน้องชาย นช.ทักษิณ เคียงข้างกายร่วมทอดกฐินเช่นปีที่แล้ว
       
       ประวัติวัดบ้านสังกัน หรือวัดสิเรียมพุทธาราม ตั้งอยู่ที่เลขที่ 94 หมู่ 4 บ้านสังกัน ต.สำโรงพลัน อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ได้เริ่มตั้งเป็นที่พักสงฆ์เมื่อปี พ.ศ.2541 บริเวณที่ตั้งจะมีเสาหลักศิลาโบราณและป่าหวาย มีต้นโพธิ์อายุประมาณ 100 ปี ชาวบ้านสันนิษฐานว่าเป็นเมืองโบราณยุคสมัยพระเจ้าชัยวรมัน อายุประมาณ 1,200 ปี เป็นที่อยู่ของปู่ตา และมีเทวดาผู้หญิงดูแลรักษาวัด
       
       ในการตั้งที่พักสงฆ์ขณะนั้น มีหลวงพ่อสี จันทโชโต เป็นผู้ริเริ่ม โดยมีนายชำ ศรีดาชาติ อดีตผู้ใหญ่บ้านสังกัน นายเสีย พิมูลชาติ และชาวบ้านสังกัน พร้อมใจกันสร้างศาลา กุฏิมุงด้วยหญ้าคาพอเป็นที่พำนักของพระสงฆ์ สามเณร
       
       ต่อมา พระปลัดสุวิทย์ฐานวโร ในฐานะที่เป็นผู้เกิดที่หมู่บ้านสังกัน ได้ประสานกับคณะญาติโยมในกรุงเทพฯ จ.ปทุมธานี จัดเป็นผ้าป่าสามัคคี และกฐินสามัคคี เพื่อมาจัดซื้อที่ดินจากนางเทียน สุพรรณ์ จำนวน 2 ไร่ 1 งาน 53 ตารางวา และจากนางมาลา อุ่นแก้ว จำนวน 2 ไร่ 2 งาน 471 ตารางวา เพื่อสร้างวัดและสร้างกุฏิสงฆ์หลังใหญ่ สร้างศาลา ห้องน้ำพอเป็นที่พำนักสงฆ์ สามเณร
         
       จากนั้น พระปลัดสุวิทย์ ฐานวโร ได้มอบหมายให้ นายเสย พิมูลชาติ เป็นตัวแทนชาวบ้านสังกันในการยื่นเรื่องขออนุญาตสร้างวัดต่อกรมการศาสนา ได้รับอนุญาตสร้างวัดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2545 ต่อมานายเสย พิมูลชาติ ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตสร้างวัดได้เสียชีวิตไป และพระปลัดสุวิทย์ พร้อมด้วยคณะกรรมการชาวบ้านสังกัน ได้มอบหมายให้นายชำ ศรีดาชาติ ผู้ใหญ่บ้านสังกัน เป็นตัวแทนชาวบ้านสังกันในการยื่นเรื่องต่อราชการขออนุญาตตั้งวัดแทน
       
       สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มีประกาศตั้งวัดเป็นวัดในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2547 และคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ ได้มีคำสั่งให้พระปลัดสุวิทย์ เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านสังกัน เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2548 และวัดได้รับอนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 เพื่อประดิษฐานที่หน้าบันอุโบสถวัดบ้านสังกัน โดยมีมูลนิธิชัยพัฒนา ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานแบบพระอุโบสถวัดพระราม 9  กาญจนาภิเษก เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 เพื่อนำไปเป็นต้นแบบในการก่อสร้างอุโบสถของวัดบ้านสังกัน
       
       พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้ประทานผ้าพระกฐินทอดถวายวัดบ้านสังกัน เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาอุโบสถ เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2552 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานผ้าพระกฐินประจำปี 2552 ทอดถวาย ณ วัดบ้านสังกัน เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2552
       
       ต่อมาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงชื่อวัดบ้านสังกัน เปลี่ยนเป็นวัดสิเรียมพุทธาราม ซึ่งมีความหมายว่า วัดที่มีศรีสง่าสมกับเป็นอารามที่ประทับของพระพุทธเจ้า และเป็นที่มาแห่งความยินดี มีความรู้ตื่น รู้เบิกบาน
       
       สำหรับ เหตุผลที่ใช้ชื่อวัดสิเรียมพุทธาราม เนื่องจากชาวบ้านเห็นว่าชื่อเดิมคือวัดบ้านสังกันไม่เป็นมงคล ขณะเดียวในช่วงที่ก่อตั้งวัดขึ้นใหม่ แอน สิเรียม ได้เข้ามาในหมู่บ้านเพื่อเสาะหาวัดเล็กๆ ที่จะทะนุบำรุง หรือเป็นโยมอุปัฏฐาก พร้อมทั้งได้พาญาติโยมมาร่วมทำบุญอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านจึงเห็นชอบให้ใช้ชื่อสิเรียมเป็นชื่อวัดดังกล่าว

 

 


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: ตึก ที่ พฤศจิกายน 16, 2010, 11:08:49 PM
อ่านแล้วก็ต้องส่ายหน้า แต่จริงๆเนื้อข่าวมันออกไปทางการเมืองซะเยอะนะครับน่าจะอยู่ห้องการเมือง ::014::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: Pandanus ที่ พฤศจิกายน 16, 2010, 11:09:00 PM
อืมมมม

มาดอนน่า  หรือโจลี่ เขาก็ทำนะ


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: JJ-รักในหลวง ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 05:48:00 AM
เมืองไทย เอาชื่อเสียงกับเงินนำหน้า
ประวัติกับพฤติกรรมเอาไว้ทีหลัง


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: SEEZ ..รักในหลวง.. ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 07:10:34 AM
เมืองไทย เอาชื่อเสียงกับเงินนำหน้า
ประวัติกับพฤติกรรมเอาไว้ทีหลัง
  เห็นด้วยครับ   สำหรับเมืองไทย ใครมีเงินเยอะ คนนั้นเป็นคนดี  พูดอะไรเป็นที่น่าเชื่อถือ สำหรับคนไม่มีเงินพูดอะไรไปก็ไม่ค่อยมีคนเชื่อและไม่ค่อยมีคนฟัง ::004:: ::004::   น่าเศร้าที่คนเรา(ส่วนใหญ่)เห็นแก่เงินมากกว่าความดี


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: bigbang ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 07:16:53 AM
รู้สึกไม่ดีเลย หน้าด้านจัง ทำไมไม่สร้างใหม่ไปเลยครับ
เกรงว่าต่อไปนี้ก็เป็นวัฒนธรรมสำหรับพวกคนรวย คนโกง คนชั่ว จะเอาเยี่ยงอย่างไป Take over
วัดจนๆแล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อมาล้างภาพพจน์ตัวเอง ::006::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: ห ม า ย จั น ท ร์ ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 07:59:32 AM
น่าประหลาดกับเรื่องแปลกของคน


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: dignitua-รักในหลวง ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 08:16:01 AM
ได้ข่าวอยู่เหมือนกัน... ไม่ค่อยสบายใจเลย... ต่อไปใครมีเงินหน่อยก็สามารถฝากชื่อไว้กับป้ายวัด นอกจากโบสถ์ ศาลา กำแพงวัด...

เงินเปลี่ยนได้หลายๆอย่าง แม้แต่ความน่าเลื่อมใสศรัทธา...


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: your-ประชาธิปไตย ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 08:46:29 AM
คนในพื้นที่เขายังอนุโมทนาด้วยเลย กฐินก็เป็นกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เงินที่ได้มาก็มาจากศรัทธาที่จะบำรุงพุทธศาสนาของมหาชน คนที่เป็นผู้รวบรวมจนนำมาสร้างวัดพัฒนาได้ขนาดนี้ต้องมีความตั้งใจและศรัทธาอย่างสูง สูงจนคนในท้องถิ่นยอมรับ ดีกว่าพวกที่อยากมีชื่อเป็นที่ระลึกแต่ไม่เคยลงเงินลงแรงอีกหลายต่อหลายคน ไอ้ที่พากันวิจารณ์ด้านบนมันคับแคบจริงๆ


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: มะเอ็ม ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 08:51:24 AM
ได้ข่าวอยู่เหมือนกัน... ไม่ค่อยสบายใจเลย... ต่อไปใครมีเงินหน่อยก็สามารถฝากชื่อไว้กับป้ายวัด นอกจากโบสถ์ ศาลา กำแพงวัด...

เงินเปลี่ยนได้หลายๆอย่าง แม้แต่ความน่าเลื่อมใสศรัทธา...

ผมว่าชั่งเขาเถอะครับ....วัดก็ไม่ได้อยู่แถวบ้านเรา  ชาวบ้านคิดแล้วว่าเปลี่ยนชื่อสบายใจ
ก็ยอมให้เขาเถอะครับ..อยู่ที่การปฎิบัติของพระในวัดที่อยู่ในศีลธรรมมากกว่า
หากปฎิบัติตนนอกศีลต่อให้วัดชื่ออะไรดังแค่ไหนก็เสื่อมครับ...ศรัทธาอยู่ที่ตัวเรา ::014::
----------------------------------------------------------------------------------------------------
คนในพื้นที่เขายังอนุโมทนาด้วยเลย กฐินก็เป็นกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เงินที่ได้มาก็มาจากศรัทธาที่จะบำรุงพุทธศาสนาของมหาชน คนที่เป็นผู้รวบรวมจนนำมาสร้างวัดพัฒนาได้ขนาดนี้ต้องมีความตั้งใจและศรัทธาอย่างสูง สูงจนคนในท้องถิ่นยอมรับ ดีกว่าพวกที่อยากมีชื่อเป็นที่ระลึกแต่ไม่เคยลงเงินลงแรงอีกหลายต่อหลายคน ไอ้ที่พากันวิจารณ์ด้านบนมันคับแคบจริงๆ

คงไม่ใจแคบหรอกครับ...ทุกคนมีสิทธิที่จะพูดหรือวิจารณ์ ซึ่งมันก็เป็นแค่ความเห็นของบุคคลไม่ไปห้ามเปลี่ยนชื่อซ่ะเมื่อไหร่  ::004::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: ~ Sitthipong - รักในหลวง ~ ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 09:13:27 AM
คนในพื้นที่เขายังอนุโมทนาด้วยเลย กฐินก็เป็นกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เงินที่ได้มาก็มาจากศรัทธาที่จะบำรุงพุทธศาสนาของมหาชน คนที่เป็นผู้รวบรวมจนนำมาสร้างวัดพัฒนาได้ขนาดนี้ต้องมีความตั้งใจและศรัทธาอย่างสูง สูงจนคนในท้องถิ่นยอมรับ ดีกว่าพวกที่อยากมีชื่อเป็นที่ระลึกแต่ไม่เคยลงเงินลงแรงอีกหลายต่อหลายคน ไอ้ที่พากันวิจารณ์ด้านบนมันคับแคบจริงๆ

งั้นใครมีเงินก็เปลี่ยนชื่อวัดเป็นว่าเล่นได้ใช่มั้ยครับ   :D


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: renold ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 09:33:35 AM
อืมมมม

มาดอนน่า  หรือโจลี่ เขาก็ทำนะ
::006:: ::006::
ผู้ชายมีเมียหลายคน....เค้าเรียกว่า....ขุนแผน :D~ ::002::
ผู้หญิงมีสามี(ผัว)หลายคน....แถวบ้านผมเค้าเรียก......วันทองครับ ::006::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: RMAY ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 09:35:08 AM
 ::004:: ::004:: ::004::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: Pandanus ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 09:35:50 AM
อืมมมม

มาดอนน่า  หรือโจลี่ เขาก็ทำนะ
::006:: ::006::
ผู้ชายมีเมียหลายคน....เค้าเรียกว่า....ขุนแผน :D~ ::002::
ผู้หญิงมีสามี(ผัว)หลายคน....แถวบ้านผมเค้าเรียก......วันทองครับ ::006::

แต่เค้ารักเด็กนะ

รักแต่ละที เขาทำให้เป็นข่าวไปทั่วโลก   

อย่างเรา รักเด็กแต่ละที เมียที่บ้านยังไม่ให้รู้เลย


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: your-ประชาธิปไตย ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 09:40:41 AM
คนในพื้นที่เขายังอนุโมทนาด้วยเลย กฐินก็เป็นกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เงินที่ได้มาก็มาจากศรัทธาที่จะบำรุงพุทธศาสนาของมหาชน คนที่เป็นผู้รวบรวมจนนำมาสร้างวัดพัฒนาได้ขนาดนี้ต้องมีความตั้งใจและศรัทธาอย่างสูง สูงจนคนในท้องถิ่นยอมรับ ดีกว่าพวกที่อยากมีชื่อเป็นที่ระลึกแต่ไม่เคยลงเงินลงแรงอีกหลายต่อหลายคน ไอ้ที่พากันวิจารณ์ด้านบนมันคับแคบจริงๆ

งั้นใครมีเงินก็เปลี่ยนชื่อวัดเป็นว่าเล่นได้ใช่มั้ยครับ   :D
ยังพยายามนะครับ...คนมีเงินแต่ไม่คิดสร้างประโยชน์ให้สังคมเยอะแยะ แล้วคุณสิเรียมฯ(ตามชื่อเดิม)นั่นก็ไม่ได้เอาเงินฟาดหัวคนในชุมชนให้เปลี่ยนชื่อวัดตามชื่อแกที่ไหน เพราะความตั้งใจในการทำความดีและไม่ใช่ครั้งเดียว ชาวบ้านจึงยอมรับ พวกที่ไม่ใช่คนในพื้นที่เดือดร้อนทำไม แถมยังไปเอาข่าวมาจากสื่อมั่ว-ชั่วเอียงๆอีกเลยเบี่ยงประเด็นไปใหญ่ เอาเป็นว่าดีพวกสอพลอเอานามสกุลบางคนไปตั้งชื่อสะพานข้ามไปภูเก็ตก็แล้วกัน


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: RMAY ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 09:58:55 AM
คนในพื้นที่เขายังอนุโมทนาด้วยเลย กฐินก็เป็นกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เงินที่ได้มาก็มาจากศรัทธาที่จะบำรุงพุทธศาสนาของมหาชน คนที่เป็นผู้รวบรวมจนนำมาสร้างวัดพัฒนาได้ขนาดนี้ต้องมีความตั้งใจและศรัทธาอย่างสูง สูงจนคนในท้องถิ่นยอมรับ ดีกว่าพวกที่อยากมีชื่อเป็นที่ระลึกแต่ไม่เคยลงเงินลงแรงอีกหลายต่อหลายคน ไอ้ที่พากันวิจารณ์ด้านบนมันคับแคบจริงๆ

งั้นใครมีเงินก็เปลี่ยนชื่อวัดเป็นว่าเล่นได้ใช่มั้ยครับ   :D
ยังพยายามนะครับ...คนมีเงินแต่ไม่คิดสร้างประโยชน์ให้สังคมเยอะแยะ แล้วคุณสิเรียมฯ(ตามชื่อเดิม)นั่นก็ไม่ได้เอาเงินฟาดหัวคนในชุมชนให้เปลี่ยนชื่อวัดตามชื่อแกที่ไหน เพราะความตั้งใจในการทำความดีและไม่ใช่ครั้งเดียว ชาวบ้านจึงยอมรับ พวกที่ไม่ใช่คนในพื้นที่เดือดร้อนทำไม แถมยังไปเอาข่าวมาจากสื่อมั่ว-ชั่วเอียงๆอีกเลยเบี่ยงประเด็นไปใหญ่ เอาเป็นว่าดีพวกสอพลอเอานามสกุลบางคนไปตั้งชื่อสะพานข้ามไปภูเก็ตก็แล้วกัน
ผมไม่ได้เกลียดคุณ สิเรียม แถมยังชอบ ไม่ว่าการสู้ชีวิตหลังจากที่เลิกกับบิลลี่ โอแกนส่วนเค้าจะมีชายคนอื่นหรือไม่นั้นผมก็ไม่เคยติดตาม
 คำถามก็คือ  ใช้ชื่อ คนธรรมดา ที่ยัง รักโลภโกรธหลง  แถมยังมิใช่เชื้อพระวงศ์ สิเรียม เป็นแค่ คนธรรมดาแต่เป็น ดารา ที่มีคนชื่นชม
 นำเอาชื่อ ตัวเองมาตั้งเป็นชื่อวัด มันจะเหมาะสมหรือไม่ ครับ    
  ทิ้งท้ายด้วยคำนี้ครับ   ทองแท้ไม่กลัวไฟ


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: ขุนช้าง-รักในหลวงและสมเด็จพระเทพ ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 10:16:41 AM
มันเป็นธรรมดา ที่คนเราทุกคนเมื่อมีอำนาจมีเงินแล้วก็อยากมีชื่อเสียง  รัก โลภ โกรธ หลง เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตครับ คนมีเงินแต่ไหนแต่ไรมาก็อยากให้ชื่อของตัวเองเป็นท่จดจำแก่คนทั่วไปครับ มันเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งของเค้า


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: your-ประชาธิปไตย ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 10:17:50 AM
คนในพื้นที่เขายังอนุโมทนาด้วยเลย กฐินก็เป็นกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เงินที่ได้มาก็มาจากศรัทธาที่จะบำรุงพุทธศาสนาของมหาชน คนที่เป็นผู้รวบรวมจนนำมาสร้างวัดพัฒนาได้ขนาดนี้ต้องมีความตั้งใจและศรัทธาอย่างสูง สูงจนคนในท้องถิ่นยอมรับ ดีกว่าพวกที่อยากมีชื่อเป็นที่ระลึกแต่ไม่เคยลงเงินลงแรงอีกหลายต่อหลายคน ไอ้ที่พากันวิจารณ์ด้านบนมันคับแคบจริงๆ

งั้นใครมีเงินก็เปลี่ยนชื่อวัดเป็นว่าเล่นได้ใช่มั้ยครับ   :D
ยังพยายามนะครับ...คนมีเงินแต่ไม่คิดสร้างประโยชน์ให้สังคมเยอะแยะ แล้วคุณสิเรียมฯ(ตามชื่อเดิม)นั่นก็ไม่ได้เอาเงินฟาดหัวคนในชุมชนให้เปลี่ยนชื่อวัดตามชื่อแกที่ไหน เพราะความตั้งใจในการทำความดีและไม่ใช่ครั้งเดียว ชาวบ้านจึงยอมรับ พวกที่ไม่ใช่คนในพื้นที่เดือดร้อนทำไม แถมยังไปเอาข่าวมาจากสื่อมั่ว-ชั่วเอียงๆอีกเลยเบี่ยงประเด็นไปใหญ่ เอาเป็นว่าดีพวกสอพลอเอานามสกุลบางคนไปตั้งชื่อสะพานข้ามไปภูเก็ตก็แล้วกัน
ผมไม่ได้เกลียดคุณ สิเรียม แถมยังชอบ ไม่ว่าการสู้ชีวิตหลังจากที่เลิกกับบิลลี่ โอแกนส่วนเค้าจะมีชายคนอื่นหรือไม่นั้นผมก็ไม่เคยติดตาม
 คำถามก็คือ  ใช้ชื่อ คนธรรมดา ที่ยัง รักโลภโกรธหลง  แถมยังมิใช่เชื้อพระวงศ์ สิเรียม เป็นแค่ คนธรรมดาแต่เป็น ดารา ที่มีคนชื่นชม
 นำเอาชื่อ ตัวเองมาตั้งเป็นชื่อวัด มันจะเหมาะสมหรือไม่ ครับ    
  ทิ้งท้ายด้วยคำนี้ครับ   ทองแท้ไม่กลัวไฟ
ไม่ได้รู้เรื่องเลยคุณ(อ่านความเห็นแล้วแบ๊วจริงๆ...เรียกบังไม่ลง) วัดไทยไม่จำเป็นต้องตั้งชื่อตามเชื้อพระวงศ์เลย  เอามาจากไหน หลายๆวัดนั้นตั้งตามชื่อหมู่บ้านหรือชื่อชุมชนทำนองให้ระลึกถึงการตั้งใจร่วมกันของชุมชน หลายๆวัดก็ตั้งชื่อยายนั่น ตานี่ ที่เป็นผู้มีจิตศรัทธาบริจาคหรือยกที่ดินให้ตั้งวัด ต่อไปเปลี่ยนความคิดเสียใหม่นะครับ ....ทองแท้ไม่กลัวไฟจริง แต่ร้อยละเก้าสิบที่ชอบพูดอ้างตัวนั้นไม่แท้ ที่แท้เค้าไม่พูดกันครับ ปากบอกไม่กลัวแต่พอถึงช่วงเวรกรรมตามทัน แค่โดนไฟเลียๆก็ออกอาการซะแล้ว


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: ขุนช้าง-รักในหลวงและสมเด็จพระเทพ ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 10:25:56 AM
เดี๋ยวได้มีย้ายกระทู้ไปห้องการเมือง


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: pasta ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 10:27:12 AM
จากนั้นเวลา 13.00 น.นายสมศักด์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้อ่านหมายรับสั่งถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อัญเชิญผ้ากฐินพระราชทานมอบให้ นางสิเรียม เจ้าภาพทอดถวาย จากนั้นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา จ.ศรีสะเกษ อ่านประกาศการเปลี่ยนแปลงชื่อวัด จากเดิมชื่อ “วัดเนรมิต บ้านสังกัน” เป็น “วัดสิเรียมพุทธาราม” เนื่องจากเห็นว่า ชื่อเดิมนั้นไม่เป็นมงคล จึงได้ขอเปลี่ยนชื่อโดยผ่านความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ตามประกาศวันที่ 21 ก.ย.2553         
   
 


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: RMAY ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 10:40:04 AM
คนในพื้นที่เขายังอนุโมทนาด้วยเลย กฐินก็เป็นกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เงินที่ได้มาก็มาจากศรัทธาที่จะบำรุงพุทธศาสนาของมหาชน คนที่เป็นผู้รวบรวมจนนำมาสร้างวัดพัฒนาได้ขนาดนี้ต้องมีความตั้งใจและศรัทธาอย่างสูง สูงจนคนในท้องถิ่นยอมรับ ดีกว่าพวกที่อยากมีชื่อเป็นที่ระลึกแต่ไม่เคยลงเงินลงแรงอีกหลายต่อหลายคน ไอ้ที่พากันวิจารณ์ด้านบนมันคับแคบจริงๆ

งั้นใครมีเงินก็เปลี่ยนชื่อวัดเป็นว่าเล่นได้ใช่มั้ยครับ   :D
ยังพยายามนะครับ...คนมีเงินแต่ไม่คิดสร้างประโยชน์ให้สังคมเยอะแยะ แล้วคุณสิเรียมฯ(ตามชื่อเดิม)นั่นก็ไม่ได้เอาเงินฟาดหัวคนในชุมชนให้เปลี่ยนชื่อวัดตามชื่อแกที่ไหน เพราะความตั้งใจในการทำความดีและไม่ใช่ครั้งเดียว ชาวบ้านจึงยอมรับ พวกที่ไม่ใช่คนในพื้นที่เดือดร้อนทำไม แถมยังไปเอาข่าวมาจากสื่อมั่ว-ชั่วเอียงๆอีกเลยเบี่ยงประเด็นไปใหญ่ เอาเป็นว่าดีพวกสอพลอเอานามสกุลบางคนไปตั้งชื่อสะพานข้ามไปภูเก็ตก็แล้วกัน
ผมไม่ได้เกลียดคุณ สิเรียม แถมยังชอบ ไม่ว่าการสู้ชีวิตหลังจากที่เลิกกับบิลลี่ โอแกนส่วนเค้าจะมีชายคนอื่นหรือไม่นั้นผมก็ไม่เคยติดตาม
 คำถามก็คือ  ใช้ชื่อ คนธรรมดา ที่ยัง รักโลภโกรธหลง  แถมยังมิใช่เชื้อพระวงศ์ สิเรียม เป็นแค่ คนธรรมดาแต่เป็น ดารา ที่มีคนชื่นชม
 นำเอาชื่อ ตัวเองมาตั้งเป็นชื่อวัด มันจะเหมาะสมหรือไม่ ครับ    
  ทิ้งท้ายด้วยคำนี้ครับ   ทองแท้ไม่กลัวไฟ
ไม่ได้รู้เรื่องเลยคุณ(อ่านความเห็นแล้วแบ๊วจริงๆ...เรียกบังไม่ลง) วัดไทยไม่จำเป็นต้องตั้งชื่อตามเชื้อพระวงศ์เลย  เอามาจากไหน หลายๆวัดนั้นตั้งตามชื่อหมู่บ้านหรือชื่อชุมชนทำนองให้ระลึกถึงการตั้งใจร่วมกันของชุมชน หลายๆวัดก็ตั้งชื่อยายนั่น ตานี่ ที่เป็นผู้มีจิตศรัทธาบริจาคหรือยกที่ดินให้ตั้งวัด ต่อไปเปลี่ยนความคิดเสียใหม่นะครับ ....ทองแท้ไม่กลัวไฟจริง แต่ร้อยละเก้าสิบที่ชอบพูดอ้างตัวนั้นไม่แท้ ที่แท้เค้าไม่พูดกันครับ ปากบอกไม่กลัวแต่พอถึงช่วงเวรกรรมตามทัน แค่โดนไฟเลียๆก็ออกอาการซะแล้ว

การที่ใครๆ จะเรียกผม ว่า บัง นั้น ก็เป็น สิทธิ์ของเค้าครับ  ในเวปนี้บางคนเรียกผม ว่า อา ซะด้วยซ้ำ ซึ่งผมเอง ก็ไม่มีสิทธิ์จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้   ส่วน ท่านจะเรียก บัง หรือ อะไรนั้นก็แล้วแต่ท่านจะพิจารณา   บางคนที่ สนิท ๆกับผม เช่น พี่ โอ อุดร เรียกผมว่า"ไอ้น้อง" อยู่บ่อยๆ    ถ้าการที่ ไม่มีคนเห็น ด้วย แล้ววิภาควิจารณ์ กัน ไปตามเรื่อง  แล้วจะเอามา ลงเน็ท ทำเกลืออะไรครับ
 ทำไมไม่ไป รับรู้ กับคนของท่านหรือ แบบว่ารู้กันเอง แบบ ข้อมูลลับสุดยอด  แบบนั้นล่ะครับ   
 


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: โทน73 -รักในหลวง- ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 10:44:59 AM
เดี๋ยวก็เปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อเดิม


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: จอยฮันเตอร์ ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 10:52:06 AM
จากนั้นเวลา 13.00 น.นายสมศักด์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้อ่านหมายรับสั่งถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อัญเชิญผ้ากฐินพระราชทานมอบให้ นางสิเรียม เจ้าภาพทอดถวาย จากนั้นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา จ.ศรีสะเกษ อ่านประกาศการเปลี่ยนแปลงชื่อวัด จากเดิมชื่อ “วัดเนรมิต บ้านสังกัน” เป็น “วัดสิเรียมพุทธาราม” เนื่องจากเห็นว่า ชื่อเดิมนั้นไม่เป็นมงคล จึงได้ขอเปลี่ยนชื่อโดยผ่านความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ตามประกาศวันที่ 21 ก.ย.2553        
  
 
เห็นเถียงๆกันว่าจะลงข้อความนี้ตั้งนานแล้วครับน้องอรรถ ::002::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: ~ Sitthipong - รักในหลวง ~ ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 10:56:14 AM
คนในพื้นที่เขายังอนุโมทนาด้วยเลย กฐินก็เป็นกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เงินที่ได้มาก็มาจากศรัทธาที่จะบำรุงพุทธศาสนาของมหาชน คนที่เป็นผู้รวบรวมจนนำมาสร้างวัดพัฒนาได้ขนาดนี้ต้องมีความตั้งใจและศรัทธาอย่างสูง สูงจนคนในท้องถิ่นยอมรับ ดีกว่าพวกที่อยากมีชื่อเป็นที่ระลึกแต่ไม่เคยลงเงินลงแรงอีกหลายต่อหลายคน ไอ้ที่พากันวิจารณ์ด้านบนมันคับแคบจริงๆ

งั้นใครมีเงินก็เปลี่ยนชื่อวัดเป็นว่าเล่นได้ใช่มั้ยครับ   :D
ยังพยายามนะครับ...คนมีเงินแต่ไม่คิดสร้างประโยชน์ให้สังคมเยอะแยะ แล้วคุณสิเรียมฯ(ตามชื่อเดิม)นั่นก็ไม่ได้เอาเงินฟาดหัวคนในชุมชนให้เปลี่ยนชื่อวัดตามชื่อแกที่ไหน เพราะความตั้งใจในการทำความดีและไม่ใช่ครั้งเดียว ชาวบ้านจึงยอมรับ พวกที่ไม่ใช่คนในพื้นที่เดือดร้อนทำไม แถมยังไปเอาข่าวมาจากสื่อมั่ว-ชั่วเอียงๆอีกเลยเบี่ยงประเด็นไปใหญ่ เอาเป็นว่าดีพวกสอพลอเอานามสกุลบางคนไปตั้งชื่อสะพานข้ามไปภูเก็ตก็แล้วกัน

สะพานข้ามภูเก็ต  ชื่ออะไรครับ  :D


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: renold ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 10:56:53 AM
คนในพื้นที่เขายังอนุโมทนาด้วยเลย กฐินก็เป็นกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เงินที่ได้มาก็มาจากศรัทธาที่จะบำรุงพุทธศาสนาของมหาชน คนที่เป็นผู้รวบรวมจนนำมาสร้างวัดพัฒนาได้ขนาดนี้ต้องมีความตั้งใจและศรัทธาอย่างสูง สูงจนคนในท้องถิ่นยอมรับ ดีกว่าพวกที่อยากมีชื่อเป็นที่ระลึกแต่ไม่เคยลงเงินลงแรงอีกหลายต่อหลายคน ไอ้ที่พากันวิจารณ์ด้านบนมันคับแคบจริงๆ

งั้นใครมีเงินก็เปลี่ยนชื่อวัดเป็นว่าเล่นได้ใช่มั้ยครับ   :D
ยังพยายามนะครับ...คนมีเงินแต่ไม่คิดสร้างประโยชน์ให้สังคมเยอะแยะ แล้วคุณสิเรียมฯ(ตามชื่อเดิม)นั่นก็ไม่ได้เอาเงินฟาดหัวคนในชุมชนให้เปลี่ยนชื่อวัดตามชื่อแกที่ไหน เพราะความตั้งใจในการทำความดีและไม่ใช่ครั้งเดียว ชาวบ้านจึงยอมรับ พวกที่ไม่ใช่คนในพื้นที่เดือดร้อนทำไม แถมยังไปเอาข่าวมาจากสื่อมั่ว-ชั่วเอียงๆอีกเลยเบี่ยงประเด็นไปใหญ่ เอาเป็นว่าดีพวกสอพลอเอานามสกุลบางคนไปตั้งชื่อสะพานข้ามไปภูเก็ตก็แล้วกัน
ผมไม่ได้เกลียดคุณ สิเรียม แถมยังชอบ ไม่ว่าการสู้ชีวิตหลังจากที่เลิกกับบิลลี่ โอแกนส่วนเค้าจะมีชายคนอื่นหรือไม่นั้นผมก็ไม่เคยติดตาม
 คำถามก็คือ  ใช้ชื่อ คนธรรมดา ที่ยัง รักโลภโกรธหลง  แถมยังมิใช่เชื้อพระวงศ์ สิเรียม เป็นแค่ คนธรรมดาแต่เป็น ดารา ที่มีคนชื่นชม
 นำเอาชื่อ ตัวเองมาตั้งเป็นชื่อวัด มันจะเหมาะสมหรือไม่ ครับ    
  ทิ้งท้ายด้วยคำนี้ครับ   ทองแท้ไม่กลัวไฟ
ไม่ได้รู้เรื่องเลยคุณ(อ่านความเห็นแล้วแบ๊วจริงๆ...เรียกบังไม่ลง) วัดไทยไม่จำเป็นต้องตั้งชื่อตามเชื้อพระวงศ์เลย  เอามาจากไหน หลายๆวัดนั้นตั้งตามชื่อหมู่บ้านหรือชื่อชุมชนทำนองให้ระลึกถึงการตั้งใจร่วมกันของชุมชน หลายๆวัดก็ตั้งชื่อยายนั่น ตานี่ ที่เป็นผู้มีจิตศรัทธาบริจาคหรือยกที่ดินให้ตั้งวัด ต่อไปเปลี่ยนความคิดเสียใหม่นะครับ ....ทองแท้ไม่กลัวไฟจริง แต่ร้อยละเก้าสิบที่ชอบพูดอ้างตัวนั้นไม่แท้ ที่แท้เค้าไม่พูดกันครับ ปากบอกไม่กลัวแต่พอถึงช่วงเวรกรรมตามทัน แค่โดนไฟเลียๆก็ออกอาการซะแล้ว
ในงานแต่งงาน คนที่เค้าจะเชิญขึ้นคล้องพวงมาลัย ขึ้นกล่าวอวยพรให้คู่บ่าวสาว คือคนที่เป็นตัวอย่างที่ดี มีหน้ามีตาทางสังคม มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี   ::014::
คนที่เค้าจะให้เกียรติไปปูที่นอนในห้องหอของคู่บ่าวสาว ย่อมเป็นคนที่ผัวเดียว เมียเดียว มีเกียรติและศักดิ์ศรี ::002::
เช่นเดียวกัน การที่จะเอาชื่อใครมาตั้งเป็นวัด ย่อมเป็นไปในแนวทางเดียวกัน จริงอยู่ ตาสี ตาสา มอบที่ดินให้วัด เค้าก็เอาชื่อมาตั้งเป็นชื่อวัด ถูกต้องแล้วครับ ::014::
แต่คนคนนั้นก็มีเกียรติ ละศักดิ์ศรีของตัว พอที่จะนำมาตั้งชื่อวัดได้ อย่างรายของคุณสิเรียมก็ไม่ผิดหรอกครับ :OO แต่ความเหมาะสมมันอยู่ตรงไหน  :OOน่าจะมีความละอายแก่ใจตัวเองบ้าง
คนที่ตั้งชื่อให้ คงไม่พ้นพวกชอบ ชะเลียร์หรอกครับ ::010::เป็นผมก็ไม่ให้ครอบครัวผมไปทำบุญที่วัดนี้หรอก ผมกลัวครอบครัวผมจะมีประวัติเหมือนเจ้าของชื่อวัด ::008::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: ห ม า ย จั น ท ร์ ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 11:00:42 AM
 ;D กลายเป็นคนคับแคบไปซะได้นะผม...


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: renold ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 11:01:28 AM
รวยกระจาย(ในหมู่บริวาร) จนกระจุก(ในหมู่ประชาชน) นโยบาย........


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: ห ม า ย จั น ท ร์ ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 11:09:47 AM
 ::002::  + 1  ให้ ความเห็นข้างบนครับ....


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: RMAY ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 11:14:27 AM
;D กลายเป็นคนคับแคบไปซะได้นะผม...
ยัไงครับ งง  ???   ::014::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: ~ Sitthipong - รักในหลวง ~ ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 11:20:18 AM
คนในพื้นที่เขายังอนุโมทนาด้วยเลย กฐินก็เป็นกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เงินที่ได้มาก็มาจากศรัทธาที่จะบำรุงพุทธศาสนาของมหาชน คนที่เป็นผู้รวบรวมจนนำมาสร้างวัดพัฒนาได้ขนาดนี้ต้องมีความตั้งใจและศรัทธาอย่างสูง สูงจนคนในท้องถิ่นยอมรับ ดีกว่าพวกที่อยากมีชื่อเป็นที่ระลึกแต่ไม่เคยลงเงินลงแรงอีกหลายต่อหลายคน ไอ้ที่พากันวิจารณ์ด้านบนมันคับแคบจริงๆ

;D กลายเป็นคนคับแคบไปซะได้นะผม...
ยัไงครับ งง  ???   ::014::

ยังงี้ไงครับ    ;)

เว็บบอร์ดมีไว้ให้พูดคุย  วิจารณ์  แสดงความคิดเห็น ฯลฯ  ถ้าพูดวิจารณ์ไม่ได้ผมไม่รู้ว่าใครใจแคบกันแน่ครับ   :D


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: ห ม า ย จั น ท ร์ ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 11:20:33 AM
น่าประหลาดกับเรื่องแปลกของคน

คนในพื้นที่เขายังอนุโมทนาด้วยเลย กฐินก็เป็นกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เงินที่ได้มาก็มาจากศรัทธาที่จะบำรุงพุทธศาสนาของมหาชน คนที่เป็นผู้รวบรวมจนนำมาสร้างวัดพัฒนาได้ขนาดนี้ต้องมีความตั้งใจและศรัทธาอย่างสูง สูงจนคนในท้องถิ่นยอมรับ ดีกว่าพวกที่อยากมีชื่อเป็นที่ระลึกแต่ไม่เคยลงเงินลงแรงอีกหลายต่อหลายคน ไอ้ที่พากันวิจารณ์ด้านบนมันคับแคบจริงๆ

ตามนี้ครับพี่....ผมก็ว่ามันแปลก ปกติวัดวา ต้องสร้างมานานเก่าพอสมควร ชื่อ-ชั้นอาราม ก็ต้องทราบกันอยู่

ถ้าวัดสร้างใหม่ ก็ไปอย่าง อย่าวัดหลวงพ่อสด ที่ราชบุรี  แต่นี่มาเปลี่ยนชื่อวัดเก่าให้เป็นชื่อคนก็เลยมองว่าแปลก

ที่จริงไม่ได้สนใจหรอก ว่าไอ้อีไหนไปเสพสมกันมา เรื่องส่วนตัว แต่อย่างที่สมาชิกโพสไว้ความเหมาะสมอยู่ตรงไหนน่ะครับ



หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: Pandanus ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 11:23:24 AM
ผมไม่ต่อคำครับ

ไม่มีราคา....


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: RMAY ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 11:26:57 AM
คนในพื้นที่เขายังอนุโมทนาด้วยเลย กฐินก็เป็นกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เงินที่ได้มาก็มาจากศรัทธาที่จะบำรุงพุทธศาสนาของมหาชน คนที่เป็นผู้รวบรวมจนนำมาสร้างวัดพัฒนาได้ขนาดนี้ต้องมีความตั้งใจและศรัทธาอย่างสูง สูงจนคนในท้องถิ่นยอมรับ ดีกว่าพวกที่อยากมีชื่อเป็นที่ระลึกแต่ไม่เคยลงเงินลงแรงอีกหลายต่อหลายคน ไอ้ที่พากันวิจารณ์ด้านบนมันคับแคบจริงๆ

;D กลายเป็นคนคับแคบไปซะได้นะผม...
ยัไงครับ งง  ???   ::014::

ยังงี้ไงครับ    ;)

เว็บบอร์ดมีไว้ให้พูดคุย  วิจารณ์  แสดงความคิดเห็น ฯลฯ  ถ้าพูดวิจารณ์ไม่ได้ผมไม่รู้ว่าใครใจแคบกันแน่ครับ   :D
::014::   เข้าใจแล้ว ครับ  ::014::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: renold ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 11:31:01 AM
คนในพื้นที่เขายังอนุโมทนาด้วยเลย กฐินก็เป็นกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เงินที่ได้มาก็มาจากศรัทธาที่จะบำรุงพุทธศาสนาของมหาชน คนที่เป็นผู้รวบรวมจนนำมาสร้างวัดพัฒนาได้ขนาดนี้ต้องมีความตั้งใจและศรัทธาอย่างสูง สูงจนคนในท้องถิ่นยอมรับ ดีกว่าพวกที่อยากมีชื่อเป็นที่ระลึกแต่ไม่เคยลงเงินลงแรงอีกหลายต่อหลายคน ไอ้ที่พากันวิจารณ์ด้านบนมันคับแคบจริงๆ

;D กลายเป็นคนคับแคบไปซะได้นะผม...
ยัไงครับ งง  ???   ::014::

ยังงี้ไงครับ    ;)

เว็บบอร์ดมีไว้ให้พูดคุย  วิจารณ์  แสดงความคิดเห็น ฯลฯ  ถ้าพูดวิจารณ์ไม่ได้ผมไม่รู้ว่าใครใจแคบกันแน่ครับ   :D
::014::   เข้าใจแล้ว ครับ  ::014::
::002::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: submachine -รักในหลวง- ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 12:22:40 PM
เน้นดูพระ ดูผู้ทรงศีลว่าอยู่ในศีลในธรรมหรือไม่ดีกว่า
หากพระวัดสิเรียมพุทธาราม เป็นผู้มีจริยวัตรงดงาม หรือบวชเรียนธรรมวินัยเคร่งครัด ก็อนุโมทนากับวัดด้วย
หากตรงกันข้าม คงได้เป็นข่าวอื้อฉาวครับ



หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: Southlander ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 12:54:57 PM
เน้นดูพระ ดูผู้ทรงศีลว่าอยู่ในศีลในธรรมหรือไม่ดีกว่า
หากพระวัดสิเรียมพุทธาราม เป็นผู้มีจริยวัตรงดงาม หรือบวชเรียนธรรมวินัยเคร่งครัด ก็อนุโมทนากับวัดด้วย
หากตรงกันข้าม คงได้เป็นข่าวอื้อฉาวครับ



 วันนี้พูดเข้าท่า สาธุ สาธุ :D ;D ;D


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: สหายแป๋ง คนดง ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 01:05:12 PM
  ทำบุญให้ดูที่เจตนา  ที่หลายท่านกล่าวมา  ผมว่าน่าจะมาจากการเปลี่ยนชื่อวัด......จะเหมาะไม่เหมาะ  จะควรไม่ควร  ขออนุญาตงดแสดงความคิดเห็น
เนื่องจากผมเป็นคนไทยอาศัยอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  มิบังอาจวิจารณ์ในสิ่งที่มีสถาบันหลักเกี่ยวข้อง


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: Zeus-รักในหลวง ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 01:07:40 PM
ไม่รู้นะครับทุกท่าน ผมอาจคิดมากไป แต่ถ้ามองดูดี ๆ คือการลบหลู่ อย่างแยบคาย ............ประจวบเหมาะเสียเหลือเกินที่กลุ่มที่มีคนนำชื่อ "นที" จะเอาเพศที่ 3 นั่งบนกระทง
ผมคิดมากไปมั่งครับ กับเรื่องพวกนี้
 ???
ความรู้สึกคือเหมือนมีใครมาตบหน้าครับ และผมอยากกระทืบคนที่มาตบหน้าผม ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้ ตัวเมีย หรือระบุเพศไม่ได้ก็ตาม


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: โทน73 -รักในหลวง- ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 01:22:54 PM
ไม่รู้นะครับทุกท่าน ผมอาจคิดมากไป แต่ถ้ามองดูดี ๆ คือการลบหลู่ อย่างแยบคาย ............ประจวบเหมาะเสียเหลือเกินที่กลุ่มที่มีคนนำชื่อ "นที" จะเอาเพศที่ 3 นั่งบนกระทง
ผมคิดมากไปมั่งครับ กับเรื่องพวกนี้
 ???
ความรู้สึกคือเหมือนมีใครมาตบหน้าครับ และผมอยากกระทืบคนที่มาตบหน้าผม ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้ ตัวเมีย หรือระบุเพศไม่ได้ก็ตาม

รู้สึกเหมือนกัน


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: จอยฮันเตอร์ ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 01:41:49 PM

สะพานข้ามภูเก็ต  ชื่ออะไรครับ  :D
[/quote]
สะพานสารสินครับ


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: somsakbck ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 01:44:03 PM
น่าประหลาดกับเรื่องแปลกของคน

คนในพื้นที่เขายังอนุโมทนาด้วยเลย กฐินก็เป็นกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เงินที่ได้มาก็มาจากศรัทธาที่จะบำรุงพุทธศาสนาของมหาชน คนที่เป็นผู้รวบรวมจนนำมาสร้างวัดพัฒนาได้ขนาดนี้ต้องมีความตั้งใจและศรัทธาอย่างสูง สูงจนคนในท้องถิ่นยอมรับ ดีกว่าพวกที่อยากมีชื่อเป็นที่ระลึกแต่ไม่เคยลงเงินลงแรงอีกหลายต่อหลายคน ไอ้ที่พากันวิจารณ์ด้านบนมันคับแคบจริงๆ

ตามนี้ครับพี่....ผมก็ว่ามันแปลก ปกติวัดวา ต้องสร้างมานานเก่าพอสมควร ชื่อ-ชั้นอาราม ก็ต้องทราบกันอยู่

ถ้าวัดสร้างใหม่ ก็ไปอย่าง อย่าวัดหลวงพ่อสด ที่ราชบุรี  แต่นี่มาเปลี่ยนชื่อวัดเก่าให้เป็นชื่อคนก็เลยมองว่าแปลก

ที่จริงไม่ได้สนใจหรอก ว่าไอ้อีไหนไปเสพสมกันมา เรื่องส่วนตัว แต่อย่างที่สมาชิกโพสไว้ความเหมาะสมอยู่ตรงไหนน่ะครับ




ชาวบ้านเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการมีวัดของเขา....ถ้าชาวบ้านไม่เล่นด้วย วัดก็ไม่เจริญครับ...แต่กรณีนี้ ชาวบ้านรู้สึกจะชอบใจที่มีคนมาทนุบำรุงวัด...ภายภาคหน้าอาจจะดีก็ได้ครับ


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: Pandanus ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 02:20:12 PM

(http://www.buddhamongkon.net/watthai/center/bangkok/images/yaifang1.jpg)

ในสมัยเมื่อครั้งสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงได้ครองแผ่นดินสยามอยู่นั้น มีหญิงคนหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า ยายคุณท้าวแฟง หรือบางครั้งก็เรียกว่า ยายแฟง เฉย ๆ ยายคุณท้าวแฟงนี้มีอาชีพเก็บตลาดเอาผลกำไร รวมทั้งเป็นแม่เล้าเจ้าของซ่องนางโลมด้วย

ยายแฟงนั้นแกรู้ว่า ในหลวงทรงโปรดการทำบุญสร้างวัดแกจึงได้ทำการสร้างวัดด้วยเงินรายได้ของแกขึ้นมา เพื่อต้องการให้สดุดสายพระเนตรของพระเจ้าแผ่นดินกับเขาด้วยเหมือนกัน ที่ตรอกแฟง ในแหล่งธุรกิจของพระนครสมัยนั้น พวกชาวบ้านจึงเรียกกันว่า " วัดใหม่ยายแฟง " เมื่อสร้างเสร็จแล้ว แกก็ได้ทูลขอพระราชทานนามของวัดนั้น ทรงโปรดพระราชทานนามของวัดนั้นว่า
" วัดคณิกาผล " อันแปลตรงตัวได้ว่า วัดที่เป็นผลได้มาจากหญิงโลมเมือง เพราะรายได้หลักของยายแฟงนั้นก็คือได้จากการเป็นแม่เล้า เจ้าโสเภณี

ในการสมโภชน์วัด ยายแฟงได้ไปนิมนต์สมเด็จพุฒาจารย์ ( โต พฺรหฺมรังสี ) ซึ่งสมัยนั้นสมเด็จฯ ท่านยังไม่มีสมณศักดิ์ คงเป็นเพียงแค่มหาโต พระมหาบาเรียนธรรมดาเท่านั้นให้มาเทศน์ฉลอง โดยมีความปรารถนาจะให้ท่านได้สรรเสริญผลบุญของตนต่อหน้าชุมชน แต่ผลก็ไม่ได้เป็นดังใจของยายแฟง เพราะพระมหาโต ท่านกลับเทศน์บอกแก่เจ้าภาพว่า ในการที่เจ้าภาพได้จัดการทำบุญเช่นนี้นั้น เป็นการทำบุญที่มีเบื้องหลังอยู่หลายประการ เป็นเหตุให้เหมือนกับว่า ในเงินทำบุญ ๑ บาทนั้น ยายแฟงจะได้อานิสงส์เพียงแค่สลึงเฟื้องเท่านั้น โดยพระมหาโตท่านได้ยกนิทาน เรื่องตากะยายฝังเงินเฟื้องไว้ที่ศิลาหน้าบันไดขึ้นมาประกอบคำเทศน์ของท่านด้วย ท่านได้เทศน์ว่า เพราะด้วยผลบุญที่ทำนั้นมีสาเหตุมูลฐานในการประกอบการบุญนั้นไว้ผิด แม้ว่าเรื่องที่เจ้าภาพได้สร้างวัดนี้ไว้นั้นจะเป็นการดี แต่ก็เพราะการตั้งฐานในการทำบุญครั้งนี้ไม่ถูกบุญใหญ่ จึงทำให้ผลแห่งการทำบุญนั้นใหญ่โตเหมือนดังที่หวังไว้ไปไม่ได้ คงจะได้บ้างก็แค่เพียงของเศษบุญ หรือจาก ๑ บาทก็ได้เพียงสลึงเฟื้องเท่านั้น

เมื่อยายคุณท้าวแฟงได้ฟังเช่นนั้นแล้ว ก็ให้รู้สึกขัดเคืองใจเป็นกำลัง มีอาการโกรธหน้าแดง จนแทบจะระเบิดวาจาออกมาต่อว่า บริภาษมหาโตอย่างรุนแรง แต่ก็ยังเกรงเป็นการหมิ่นประมาท แกจึงได้เพียงแต่ประเคนกัณฑ์เทศน์ด้วยอาการไม่พอใจ กระแทก ๆ ดังปึงปังใหญ่ แล้วหลังจากนั้นแกก็จึงได้ไปนิมนต์เสด็จทูลกระหม่อมพระ ซึ่งก็คือ สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ในสมัยเมื่อครั้งที่พระองค์ยังได้ทรงผนวชอยู่ เพื่อจะได้ให้ทรงเสด็จมาประทานธรรมต่อให้อีกสักกกัณฑ์หนึ่ง โดยหวังว่า แกคงจะได้รับคำชมจากพระองค์ท่าน ซึ่งก็เท่ากับเป็นการแก้ลำพระมหาโตไปในคราวเดียวกัน

ทูลกระหม่อมฯ ทรงรับนิมนต์ของยายแฟงแล้ว ได้ทรงประทานธรรม ในเรื่องจิตของบุคคลที่ประกอบการกุศลว่า ถ้าทำด้วยจิตที่ผ่องใส ไม่ขุ่นมัวก็จะได้อานิสงส์มาก แต่ถ้าบุคคลใดทำงานการบุญด้วยจิตที่ขุ่นมัว ก็ย่อมจะทำให้เกิดได้ผลน้อย และสำหรับในเรื่องของการสร้างวัดนี้ ก็ดูเหมือนจะเนื่องด้วยเรื่องของจิตที่ขุ่นมัวทั้งนั้น ดังนั้นอานิสงส์ผลบุญจึงมีเพียงเท่านั้น ตามที่ท่านมหาโต ท่านยกเรื่องตากะยาย ไปอ้อนวอนเทวดาที่ต้นไม้ใหญ่มาประกอบนั้น เป็นเรื่องที่มีปรากฏในฎีกาพระอภิธรรมอยู่ เป็นฉากตัวอย่างที่ช่วยให้ท่านทำการตัดสินบุญของผู้สร้างวัดนี้ว่า ผลแห่งบุญนั้นจะอำนวยให้เกิดได้ไม่เต็มเม็ด เต็มหน่วย คงได้แค่เพียง ๓ ใน ๘ ส่วน เหมือนกับเงิน ๑ บาท โค้งเว้าหายไปเสีย ๕ เฟื้อง คงได้เพียง ๓ เฟื้อง คือ เหลือเพียงสลึงเฟื้องเท่านั้น การที่ท่านตัดสินอย่างนี้ก็นับว่ายังดีนักเทียว ถ้าเป็นความเห็นของเรา (สมเด็จพระจอมเกล้าฯ) คงจะตัดสินให้ได้บุญเพียง ๒ ไพเท่านั้น คือตัดสินตามเหตุที่ได้เห็น เพราะในการสร้างบุญนั้น วัดกันด้วยระดับของจิตใจ ผลที่เธอควรได้รับจึงควรมีเพียงเท่านี้ แล้วทูลกระหม่อมฯ ก็ลง เอวัง ไว้เท่านั้น

เทศน์ ๒ กัณฑ์ของ ๒ ท่านนี้ นับเป็นเรื่องน่าคิด และในเรื่องนี้ผู้อ่านก็ควรจะคิดวินิจฉัยเองด้วยเหมือนกัน ผู้เรียบเรียงคิดว่า ท่านทั้งสองต้องการให้ยายแฟงรู้จักการทำบุญด้วยการพิจารณาลงไปถึงมูลเหตุต่างๆ ที่มีอยู่ในใจ และให้รู้จักคำนึงถึงที่มาของสิ่งที่ได้มาใช้ในการทำบุญด้วยว่า เป็นมูลฐานสำคัญของบุญ สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ท่านคงทรงพระประสงค์ที่จะตอกย้ำความรู้สึกของยายคุณท้าวแฟง ให้รู้ตระหนักลงไปถึงในเรื่องกุศลจิต และอกุศลจิต มีอำนาจความสำคัญแตกต่างกันอย่างไร ผู้เรียบเรียงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เรื่องการสร้างวัดของยายแฟงนี้คงจะแสดงให้พวกเราได้เห็นอะไรๆ เกี่ยวกับการทำบุญกุศลได้ชัดขึ้นมาบ้าง ไม่มากก็น้อย

อนึ่ง ในเรื่องนี้มีอยู่ตอนหนึ่งที่ทูลกระหม่อมพระ ท่านได้ตรัสว่า คุณท้าวแฟงควรจะได้บุญเพียง ๒ ไพเท่านั้น ท่านผู้อ่านที่มีอายุน้อยนั้นอาจจะไม่ทราบมาตราเงินไทยในสมัยเก่า ดังนั้นจึงจะขอเรียนให้ทราบว่า ๔ ไพนั้นมีค่าเท่ากับ ๑ เฟื้อง และ ๒ เฟื้องเป็น ๑ สลึง ดังนั้น หนึ่งไพจึงมีค่าเพียงราว ๑ สตางค์เท่านั้น พระองค์ทรงบอกว่าที่ทำบุญบาทหนึ่งนั้นได้ผลบุญจริงๆ เพียงแค่ ๖ สตางค์ น้อยกว่าที่มหาโตท่านได้ตัดสินไว้เสียอีก คือ ใน ๑๐๐ ส่วน เหลืออยู่เพียง ๖ ส่วน เท่านั้นนั่นเอง

และอีกประการหนึ่ง ควรทำความเข้าใจไว้ให้ชัดว่า คำว่า "จิดขุ่นมัว" ที่มีใช้อยู่ในเรื่องนี้นั้น ไม่ได้หมายถึงการขุ่นมัวด้วยความโกรธหรือการลุแก่โทสะเพียงอย่างเดียว ถ้าพิจารณากันให้ดีแล้วจะเห็นว่า ท่านหมายถึงความขุ่นมัวด้วยความโลภและความหลงด้วย คือ พร้อมกันทั้ง ๓ ประการ ยายแฟงโลภอยากได้หน้า และหลงไปว่า ในหลวงท่านจะโปรดปราน จึงได้สร้างวัดขึ้นมา ส่วนจิตใจของยายแฟงนั้น ไม่มีใครรู้ได้ แต่เท่าที่ประมาณพอได้ก็คือ แกเป็นแม่เล้าคุมซ่องนางโลม ดังนั้นจิตใจแกจึงน่าจะมีส่วนที่ผ่องใสในการกุศลอยู่น้อยมาก เมื่อเทียบกับส่วนที่เป็นอกุศลอันขุ่นมัว ซึ่งซ่อนลึกหลบอยู่ภายในใจของแก

คนที่ทำบุญเอาหน้า ได้เงินทองมาโดยไม่บริสุทธิ์นั้น จึงอยู่ห่างไกลบุญมาก ทำให้ไม่สามารถไปสู้คนที่ทำบุญด้วยจิตที่บริสุทธิ์ และด้วยสิ่งของที่บริสุทธิ์สะอาดไม่ได้เลย อย่างไรก็ตามผู้เรียบเรียงคิดว่า แม้ได้น้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย บุญนั้นไม่ว่ามากหรือน้อยเพียงใด ย่อมมีผลให้อุบัติเกิดเป็นความดีมาค้ำจุนผู้กระทำบุญนั้นแต่เพียงฝ่ายเดียว จะมากหรือน้อยก็มีแต่ดี เรื่องของยายแฟงนี้ได้เขียนเล่าเก็บเอาไว้เพื่อเตือนใจผู้ที่อาจจะตีความคิดเอาเองว่า จะหากำไรด้วยการทำชั่วทำบาปให้มาก แล้วก็จะเอาสิ่งของจำนวนมากที่ได้จากบาปกรรมของตัวนั้นมาสร้างความดี จะได้มีความดีมากๆ ความคิดเช่นนั้นเป็นความคิดที่ผิด เพราะความดีที่เกิดนั้นย่อมมีผลน้อย อย่าคิดว่าทำชั่วไว้มาก ๆ แล้ว ก็จึงค่อยหันกลับมาทำความดี แล้วก็จะทำให้ได้กำไร เกิดเป็นผลบุญขึ้นอีกมากมายได้ตามที่ใจตนเองคาดเดาเอาไว้เลยเป็นอันขาด เรื่องของคุณท้าวแฟง ที่สร้างวัดคณิกาผลนี่นั้นนับว่าเป็นอุทาหรณ์ ที่น่าสังวรอยู่ไม่น้อยเลย จริง ๆ ทีเดียว

ที่มา : หนังสือ " เรื่องเขา เล่ากันมา "


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: coda ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 02:35:01 PM

(http://www.buddhamongkon.net/watthai/center/bangkok/images/yaifang1.jpg)

ในสมัยเมื่อครั้งสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงได้ครองแผ่นดินสยามอยู่นั้น มีหญิงคนหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า ยายคุณท้าวแฟง หรือบางครั้งก็เรียกว่า ยายแฟง เฉย ๆ ยายคุณท้าวแฟงนี้มีอาชีพเก็บตลาดเอาผลกำไร รวมทั้งเป็นแม่เล้าเจ้าของซ่องนางโลมด้วย

ยายแฟงนั้นแกรู้ว่า ในหลวงทรงโปรดการทำบุญสร้างวัดแกจึงได้ทำการสร้างวัดด้วยเงินรายได้ของแกขึ้นมา เพื่อต้องการให้สดุดสายพระเนตรของพระเจ้าแผ่นดินกับเขาด้วยเหมือนกัน ที่ตรอกแฟง ในแหล่งธุรกิจของพระนครสมัยนั้น พวกชาวบ้านจึงเรียกกันว่า " วัดใหม่ยายแฟง " เมื่อสร้างเสร็จแล้ว แกก็ได้ทูลขอพระราชทานนามของวัดนั้น ทรงโปรดพระราชทานนามของวัดนั้นว่า
" วัดคณิกาผล " อันแปลตรงตัวได้ว่า วัดที่เป็นผลได้มาจากหญิงโลมเมือง เพราะรายได้หลักของยายแฟงนั้นก็คือได้จากการเป็นแม่เล้า เจ้าโสเภณี

ในการสมโภชน์วัด ยายแฟงได้ไปนิมนต์สมเด็จพุฒาจารย์ ( โต พฺรหฺมรังสี ) ซึ่งสมัยนั้นสมเด็จฯ ท่านยังไม่มีสมณศักดิ์ คงเป็นเพียงแค่มหาโต พระมหาบาเรียนธรรมดาเท่านั้นให้มาเทศน์ฉลอง โดยมีความปรารถนาจะให้ท่านได้สรรเสริญผลบุญของตนต่อหน้าชุมชน แต่ผลก็ไม่ได้เป็นดังใจของยายแฟง เพราะพระมหาโต ท่านกลับเทศน์บอกแก่เจ้าภาพว่า ในการที่เจ้าภาพได้จัดการทำบุญเช่นนี้นั้น เป็นการทำบุญที่มีเบื้องหลังอยู่หลายประการ เป็นเหตุให้เหมือนกับว่า ในเงินทำบุญ ๑ บาทนั้น ยายแฟงจะได้อานิสงส์เพียงแค่สลึงเฟื้องเท่านั้น โดยพระมหาโตท่านได้ยกนิทาน เรื่องตากะยายฝังเงินเฟื้องไว้ที่ศิลาหน้าบันไดขึ้นมาประกอบคำเทศน์ของท่านด้วย ท่านได้เทศน์ว่า เพราะด้วยผลบุญที่ทำนั้นมีสาเหตุมูลฐานในการประกอบการบุญนั้นไว้ผิด แม้ว่าเรื่องที่เจ้าภาพได้สร้างวัดนี้ไว้นั้นจะเป็นการดี แต่ก็เพราะการตั้งฐานในการทำบุญครั้งนี้ไม่ถูกบุญใหญ่ จึงทำให้ผลแห่งการทำบุญนั้นใหญ่โตเหมือนดังที่หวังไว้ไปไม่ได้ คงจะได้บ้างก็แค่เพียงของเศษบุญ หรือจาก ๑ บาทก็ได้เพียงสลึงเฟื้องเท่านั้น

เมื่อยายคุณท้าวแฟงได้ฟังเช่นนั้นแล้ว ก็ให้รู้สึกขัดเคืองใจเป็นกำลัง มีอาการโกรธหน้าแดง จนแทบจะระเบิดวาจาออกมาต่อว่า บริภาษมหาโตอย่างรุนแรง แต่ก็ยังเกรงเป็นการหมิ่นประมาท แกจึงได้เพียงแต่ประเคนกัณฑ์เทศน์ด้วยอาการไม่พอใจ กระแทก ๆ ดังปึงปังใหญ่ แล้วหลังจากนั้นแกก็จึงได้ไปนิมนต์เสด็จทูลกระหม่อมพระ ซึ่งก็คือ สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ในสมัยเมื่อครั้งที่พระองค์ยังได้ทรงผนวชอยู่ เพื่อจะได้ให้ทรงเสด็จมาประทานธรรมต่อให้อีกสักกกัณฑ์หนึ่ง โดยหวังว่า แกคงจะได้รับคำชมจากพระองค์ท่าน ซึ่งก็เท่ากับเป็นการแก้ลำพระมหาโตไปในคราวเดียวกัน

ทูลกระหม่อมฯ ทรงรับนิมนต์ของยายแฟงแล้ว ได้ทรงประทานธรรม ในเรื่องจิตของบุคคลที่ประกอบการกุศลว่า ถ้าทำด้วยจิตที่ผ่องใส ไม่ขุ่นมัวก็จะได้อานิสงส์มาก แต่ถ้าบุคคลใดทำงานการบุญด้วยจิตที่ขุ่นมัว ก็ย่อมจะทำให้เกิดได้ผลน้อย และสำหรับในเรื่องของการสร้างวัดนี้ ก็ดูเหมือนจะเนื่องด้วยเรื่องของจิตที่ขุ่นมัวทั้งนั้น ดังนั้นอานิสงส์ผลบุญจึงมีเพียงเท่านั้น ตามที่ท่านมหาโต ท่านยกเรื่องตากะยาย ไปอ้อนวอนเทวดาที่ต้นไม้ใหญ่มาประกอบนั้น เป็นเรื่องที่มีปรากฏในฎีกาพระอภิธรรมอยู่ เป็นฉากตัวอย่างที่ช่วยให้ท่านทำการตัดสินบุญของผู้สร้างวัดนี้ว่า ผลแห่งบุญนั้นจะอำนวยให้เกิดได้ไม่เต็มเม็ด เต็มหน่วย คงได้แค่เพียง ๓ ใน ๘ ส่วน เหมือนกับเงิน ๑ บาท โค้งเว้าหายไปเสีย ๕ เฟื้อง คงได้เพียง ๓ เฟื้อง คือ เหลือเพียงสลึงเฟื้องเท่านั้น การที่ท่านตัดสินอย่างนี้ก็นับว่ายังดีนักเทียว ถ้าเป็นความเห็นของเรา (สมเด็จพระจอมเกล้าฯ) คงจะตัดสินให้ได้บุญเพียง ๒ ไพเท่านั้น คือตัดสินตามเหตุที่ได้เห็น เพราะในการสร้างบุญนั้น วัดกันด้วยระดับของจิตใจ ผลที่เธอควรได้รับจึงควรมีเพียงเท่านี้ แล้วทูลกระหม่อมฯ ก็ลง เอวัง ไว้เท่านั้น

เทศน์ ๒ กัณฑ์ของ ๒ ท่านนี้ นับเป็นเรื่องน่าคิด และในเรื่องนี้ผู้อ่านก็ควรจะคิดวินิจฉัยเองด้วยเหมือนกัน ผู้เรียบเรียงคิดว่า ท่านทั้งสองต้องการให้ยายแฟงรู้จักการทำบุญด้วยการพิจารณาลงไปถึงมูลเหตุต่างๆ ที่มีอยู่ในใจ และให้รู้จักคำนึงถึงที่มาของสิ่งที่ได้มาใช้ในการทำบุญด้วยว่า เป็นมูลฐานสำคัญของบุญ สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ท่านคงทรงพระประสงค์ที่จะตอกย้ำความรู้สึกของยายคุณท้าวแฟง ให้รู้ตระหนักลงไปถึงในเรื่องกุศลจิต และอกุศลจิต มีอำนาจความสำคัญแตกต่างกันอย่างไร ผู้เรียบเรียงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เรื่องการสร้างวัดของยายแฟงนี้คงจะแสดงให้พวกเราได้เห็นอะไรๆ เกี่ยวกับการทำบุญกุศลได้ชัดขึ้นมาบ้าง ไม่มากก็น้อย

อนึ่ง ในเรื่องนี้มีอยู่ตอนหนึ่งที่ทูลกระหม่อมพระ ท่านได้ตรัสว่า คุณท้าวแฟงควรจะได้บุญเพียง ๒ ไพเท่านั้น ท่านผู้อ่านที่มีอายุน้อยนั้นอาจจะไม่ทราบมาตราเงินไทยในสมัยเก่า ดังนั้นจึงจะขอเรียนให้ทราบว่า ๔ ไพนั้นมีค่าเท่ากับ ๑ เฟื้อง และ ๒ เฟื้องเป็น ๑ สลึง ดังนั้น หนึ่งไพจึงมีค่าเพียงราว ๑ สตางค์เท่านั้น พระองค์ทรงบอกว่าที่ทำบุญบาทหนึ่งนั้นได้ผลบุญจริงๆ เพียงแค่ ๖ สตางค์ น้อยกว่าที่มหาโตท่านได้ตัดสินไว้เสียอีก คือ ใน ๑๐๐ ส่วน เหลืออยู่เพียง ๖ ส่วน เท่านั้นนั่นเอง

และอีกประการหนึ่ง ควรทำความเข้าใจไว้ให้ชัดว่า คำว่า "จิดขุ่นมัว" ที่มีใช้อยู่ในเรื่องนี้นั้น ไม่ได้หมายถึงการขุ่นมัวด้วยความโกรธหรือการลุแก่โทสะเพียงอย่างเดียว ถ้าพิจารณากันให้ดีแล้วจะเห็นว่า ท่านหมายถึงความขุ่นมัวด้วยความโลภและความหลงด้วย คือ พร้อมกันทั้ง ๓ ประการ ยายแฟงโลภอยากได้หน้า และหลงไปว่า ในหลวงท่านจะโปรดปราน จึงได้สร้างวัดขึ้นมา ส่วนจิตใจของยายแฟงนั้น ไม่มีใครรู้ได้ แต่เท่าที่ประมาณพอได้ก็คือ แกเป็นแม่เล้าคุมซ่องนางโลม ดังนั้นจิตใจแกจึงน่าจะมีส่วนที่ผ่องใสในการกุศลอยู่น้อยมาก เมื่อเทียบกับส่วนที่เป็นอกุศลอันขุ่นมัว ซึ่งซ่อนลึกหลบอยู่ภายในใจของแก

คนที่ทำบุญเอาหน้า ได้เงินทองมาโดยไม่บริสุทธิ์นั้น จึงอยู่ห่างไกลบุญมาก ทำให้ไม่สามารถไปสู้คนที่ทำบุญด้วยจิตที่บริสุทธิ์ และด้วยสิ่งของที่บริสุทธิ์สะอาดไม่ได้เลย อย่างไรก็ตามผู้เรียบเรียงคิดว่า แม้ได้น้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย บุญนั้นไม่ว่ามากหรือน้อยเพียงใด ย่อมมีผลให้อุบัติเกิดเป็นความดีมาค้ำจุนผู้กระทำบุญนั้นแต่เพียงฝ่ายเดียว จะมากหรือน้อยก็มีแต่ดี เรื่องของยายแฟงนี้ได้เขียนเล่าเก็บเอาไว้เพื่อเตือนใจผู้ที่อาจจะตีความคิดเอาเองว่า จะหากำไรด้วยการทำชั่วทำบาปให้มาก แล้วก็จะเอาสิ่งของจำนวนมากที่ได้จากบาปกรรมของตัวนั้นมาสร้างความดี จะได้มีความดีมากๆ ความคิดเช่นนั้นเป็นความคิดที่ผิด เพราะความดีที่เกิดนั้นย่อมมีผลน้อย อย่าคิดว่าทำชั่วไว้มาก ๆ แล้ว ก็จึงค่อยหันกลับมาทำความดี แล้วก็จะทำให้ได้กำไร เกิดเป็นผลบุญขึ้นอีกมากมายได้ตามที่ใจตนเองคาดเดาเอาไว้เลยเป็นอันขาด เรื่องของคุณท้าวแฟง ที่สร้างวัดคณิกาผลนี่นั้นนับว่าเป็นอุทาหรณ์ ที่น่าสังวรอยู่ไม่น้อยเลย จริง ๆ ทีเดียว

ที่มา : หนังสือ " เรื่องเขา เล่ากันมา "

...+1 ตัวโตๆ ครับ


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: Sig228-kolok ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 03:30:11 PM
(http://www.buddhamongkon.net/watthai/center/bangkok/images/yaifang1.jpg)

ตรงเป้าเข้าประเด็นครับน้าฉ๊อง  ::002::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: sig_surath7171 ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 03:42:56 PM
ขอยืมคำ ท่านขุนช้างฯ หน่อยครับ

''คนสมัยนี้มักเข้าวัดตามเทรนครับ    มีครั้งหนึ่งผมหลุดปากด่าไป   คนเรานี้นะปากบอกไปวิปัสนา แต่ออกมาก็ตอแหล  แล้วจะเข้าวัดไปทำไม

หลายๆคนสมัยนี้ใช้ศาสนาในการสร้างภาพลักษณ์ครับ  แก่นจะเป็นไงไม่สน คนเค้ามองกันที่เปลือก''


ชื่อเดิมของวัด ไม่เป็นมงคลอย่างไร ครับ ใครเชี่ยวชาญ ช่วยอธิบายด้วยครับ

วัดนี้ ต่อไปอาจสอนชาวพุทธว่า ใครมีเงินมาก บริจาคมากเปลี่ยนชื่อวัดเป็นชื่อท่านได้นะจ๊ะ ท่านไดบริจาคมากกว่าเดิม ก็ค่อยเปลี่ยนชื่ออีกทีนะจ๊ะ  บริจาคมาก ได้บุญมาก นะจ๊ะ แล้วท่านจะได้ขี่จานบินกับอาตมาไปทัศนาจรที่สวรรค์ด้วยกัน นะจ๊ะ

ในตู้บริจาค เต็มไปด้วยเงินตรา ในใจเต็มไปด้วยวัตถุโดยแท้
แม้แต่ศาสนาและวัด ยังมีนัยยะทางการเมืองแอบแฝงโดยใช้ศาสนา และวัด เป็นข้ออ้าง เป็นจิตวิทยาเพื่อโน้มน้าวฝูงชน และชาวบ้าน
ใครเชื่อว่า ชื่อเก่าของวัดไม่เป็นมงคล ขอให้เกิดชาติหน้าเป็นควาย มีผิวหนังเป็นสีแดง แล้วกันครับ  ::009::





หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: PU45™ ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 03:45:39 PM

                           เรื่องอื่นเว้นไว้ ขอทราบแค่เพียงว่า   " สิเรียม "  แปลว่าอะไรครับ



หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: Pandanus ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 03:46:13 PM
วัดต่างๆ ที่ปรากฎนามเพื่อเรียกขานกันนั้น มีที่มาแห่งการตั้งชื่อกันดังนี้

1. ขนานนามตามสิ่งสำคัญที่เกี่ยวเนื่องพระพุทธเจ้า เช่น วัดพระศีรสรรเพชญ์ อยุธยา

2. ขนานนามตามฐานานุศักดิ์ของผู้สร้าง ผู้สร้างอุทิศให้ เช่น วัดราชบูรณะ อยุธยา

3. ขนานนามตามเหตุการณ์ที่เป็นศุภนิยมเช่น วัดอรุณราชวราราม ธนบุรี

4. ขนานนามตามชื่อวัดสำคัญแต่โบราณ เช่น วัดเวฬุวนาราม

5. ขนานนามตามลักษณะสิ่งสำคัญภายในวัด เช่น วัดหลวงพ่อโต บางพลี จ.สมุทรปราการ

6. ขนานนามตามชื่อตำบลที่ตั้ง หรือสภาพพื้นที่ตั้ง เช่น วัดไผ่ล้อม

7. ขนานนามตามชื่อผู้สร้าง เช่น วัดใหม่ยายนุ้ย
ที่มา : ชั่วโมงเซียน นสพ. คมชัดลึก



หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: Southlander ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 03:59:05 PM
วัดสว่างอารมณ์ล่ะ ทำไมมันมีเยอะจัง
ไปโน่นก็เจอ วัดสว่างอารมณ์
มานี่ก็เจอ วัดสว่างอารมณ์

วัดสว่างอารมณ์ วัดสว่างอารมณ์ ทุกๆที่เต็มไปหมด


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: Pandanus ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 04:00:00 PM
(http://pics.manager.co.th/Images/553000017200501.JPEG)

สิเรียม : ไม่ทราบความหมาย ค้นแล้ว ไม่เจอ

สังกัน : ในภาษาไทย ไม่ทราบความหมาย  แต่ในภาษาขะแมร์กรอม หรือเขมรสูง  แปลว่า "ขี้เหล็ก" ซึ่งน่าจะหมายถึงต้นขี้เหล็ก


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: RMAY ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 04:05:48 PM

                           เรื่องอื่นเว้นไว้ ขอทราบแค่เพียงว่า   " สิเรียม "  แปลว่าอะไรครับ


(http://image.ohozaa.com/i/284/33337.png) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=d4d9b2669812c61cbef92cac71e59b9a)
http://astrology.thaiorc.com/bestname.php?no=04919 (http://astrology.thaiorc.com/bestname.php?no=04919)


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: PU45™ ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 04:13:42 PM
                          ขอบคุณครับบัง    มีศรี มีสง่า ขาวจั๊วะเลย    ::005::



หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: PU45™ ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 04:20:49 PM
(http://upic.me/i/w4/mxbna.jpg) (http://upic.me/show/18315109)


                               ลองตามไปที่ลิงค์ของบังฟีนมา ..... แหมทำนายดีนะหมอคนนี้     ::005::



หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: RMAY ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 04:28:50 PM
(http://image.ohozaa.com/i/a83/j2888.png) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=ae47f1320cfe1ced2086e4c1400c9419)

ของผมต้องหาเมียใหม่ ครับ  :~)


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: ขุนช้าง-รักในหลวงและสมเด็จพระเทพ ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 04:40:38 PM
ตำรามันมั่วครับบัง
ตามหลักต้องอ่าน ศักดา+วุฒิ   
ไอ้สูตรตามเวปผมเคยลองใช้ละชีวิตหายะนะเป็นสิบปีเลย :<< :<<


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: RMAY ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 04:42:00 PM
ตำรามันมั่วครับบัง

หรอ ครับ  ว่าแล้ว  เชียว   ::013:: ::005:: ::005::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: สหายแป๋ง คนดง ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 04:44:08 PM
(http://image.ohozaa.com/i/a83/j2888.png) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=ae47f1320cfe1ced2086e4c1400c9419)

ของผมต้องหาเมียใหม่ ครับ  :~)

  ไม่กลัวจะถูกเมียที่บ้านฆ่าตายก็ลองหาใหม่ดู ::007:: ::007:: ::007::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: จอยฮันเตอร์ ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 04:48:03 PM
(http://image.ohozaa.com/i/a83/j2888.png) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=ae47f1320cfe1ced2086e4c1400c9419)

ของผมต้องหาเมียใหม่ ครับ  :~)

  ไม่กลัวจะถูกเมียที่บ้านฆ่าตายก็ลองหาใหม่ดู ::007:: ::007:: ::007::
ว่าลับหลังยังไม่พอยังจะหาใหม่อีก ::005::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: RMAY ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 04:50:08 PM


ของผมต้องหาเมียใหม่ ครับ  :~)

  ไม่กลัวจะถูกเมียที่บ้านฆ่าตายก็ลองหาใหม่ดู ::007:: ::007:: ::007::



ของผมต้องหาเมียใหม่ ครับ  :~)

  ไม่กลัวจะถูกเมียที่บ้านฆ่าตายก็ลองหาใหม่ดู ::007:: ::007:: ::007::
ว่าลับหลังยังไม่พอยังจะหาใหม่อีก ::005::

เมีย หรอ ผม เตะกลิ้งเป็น ขนุน มาแว้ว ::007:: ::007:: ::007::       ในฝัน   :~) :~)


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: RMAY ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 04:51:47 PM
ตำรามันมั่วครับบัง
ตามหลักต้องอ่าน ศักดา+วุฒิ   
ไอ้สูตรตามเวปผมเคยลองใช้ละชีวิตหายะนะเป็นสิบปีเลย :<< :<<
ผมยังจำที่ท่านดูให้อยู่เลย ครับ  แม่น โค ตะระ เลย ครับ  ::002::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: ขุนช้าง-รักในหลวงและสมเด็จพระเทพ ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 04:51:56 PM
สิเรียม เข้าสู่วงการภาพยนตร์โดยการชักนำจาก ไพโรจน์ สังวริบุตร ซึ่งเป็นผู้ตั้งชื่อสำหรับใช้ในวงการแสดงให้
   :DD :DD :DD
 


http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1_%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%A4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C (http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1_%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%A4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C)


ถ้าชื่อนี้ดีจริงไม่ต้องใช้อะไรวัดมากมาย ดูจากวิถีชีวิตคนใช้ก็พอครับ 





หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: ขุนช้าง-รักในหลวงและสมเด็จพระเทพ ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 04:55:34 PM
หูยดูกันตั้งนานละครับผมแค่พอดูๆเดาๆไปเรื่อย  :D :D


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: RMAY ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 05:01:40 PM
(http://image.ohozaa.com/i/137/eaaa8.png) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=a7e717d3898464824983fad049fdce41)
ตกลง  สิเรียม คือ ชื่อ ใน วงการหรือครับเนี้ย  และเค้าเป็นอะไรกับ เมล กิบสัน   ??? ???


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: sig_surath7171 ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 05:04:40 PM
(http://image.ohozaa.com/i/137/eaaa8.png) (http://image.ohozaa.com/show.php?id=a7e717d3898464824983fad049fdce41)
ตกลง  สิเรียม คือ ชื่อ ใน วงการหรือครับเนี้ย  และเค้าเป็นอะไรกับ เมล กิบสัน   ??? ???

คงเป็นญาติห่างๆครับ  ;D ;D


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: RMAY ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 05:08:50 PM

ตกลง  สิเรียม คือ ชื่อ ใน วงการหรือครับเนี้ย  และเค้าเป็นอะไรกับ เมล กิบสัน   ??? ???

คงเป็นญาติห่างๆครับ  ;D ;D

เหตุผล เข้าท่า    ::005:: ::005::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: dignitua-รักในหลวง ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 05:36:54 PM
ได้ข่าวอยู่เหมือนกัน... ไม่ค่อยสบายใจเลย... ต่อไปใครมีเงินหน่อยก็สามารถฝากชื่อไว้กับป้ายวัด นอกจากโบสถ์ ศาลา กำแพงวัด...

เงินเปลี่ยนได้หลายๆอย่าง แม้แต่ความน่าเลื่อมใสศรัทธา...

ผมว่าชั่งเขาเถอะครับ....วัดก็ไม่ได้อยู่แถวบ้านเรา  ชาวบ้านคิดแล้วว่าเปลี่ยนชื่อสบายใจ
ก็ยอมให้เขาเถอะครับ..อยู่ที่การปฎิบัติของพระในวัดที่อยู่ในศีลธรรมมากกว่า
หากปฎิบัติตนนอกศีลต่อให้วัดชื่ออะไรดังแค่ไหนก็เสื่อมครับ...ศรัทธาอยู่ที่ตัวเรา ::014::
----------------------------------------------------------------------------------------------------
คนในพื้นที่เขายังอนุโมทนาด้วยเลย กฐินก็เป็นกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เงินที่ได้มาก็มาจากศรัทธาที่จะบำรุงพุทธศาสนาของมหาชน คนที่เป็นผู้รวบรวมจนนำมาสร้างวัดพัฒนาได้ขนาดนี้ต้องมีความตั้งใจและศรัทธาอย่างสูง สูงจนคนในท้องถิ่นยอมรับ ดีกว่าพวกที่อยากมีชื่อเป็นที่ระลึกแต่ไม่เคยลงเงินลงแรงอีกหลายต่อหลายคน ไอ้ที่พากันวิจารณ์ด้านบนมันคับแคบจริงๆ

คงไม่ใจแคบหรอกครับ...ทุกคนมีสิทธิที่จะพูดหรือวิจารณ์ ซึ่งมันก็เป็นแค่ความเห็นของบุคคลไม่ไปห้ามเปลี่ยนชื่อซ่ะเมื่อไหร่  ::004::


ขอบคุณๆมะเอ็มครับ... ที่ทำให้ผมเข้าใจคำว่า "ใจกว้าง" +1ครับ... ::002::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: dignitua-รักในหลวง ที่ พฤศจิกายน 17, 2010, 06:18:31 PM
คนในพื้นที่เขายังอนุโมทนาด้วยเลย กฐินก็เป็นกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เงินที่ได้มาก็มาจากศรัทธาที่จะบำรุงพุทธศาสนาของมหาชน คนที่เป็นผู้รวบรวมจนนำมาสร้างวัดพัฒนาได้ขนาดนี้ต้องมีความตั้งใจและศรัทธาอย่างสูง สูงจนคนในท้องถิ่นยอมรับ ดีกว่าพวกที่อยากมีชื่อเป็นที่ระลึกแต่ไม่เคยลงเงินลงแรงอีกหลายต่อหลายคน ไอ้ที่พากันวิจารณ์ด้านบนมันคับแคบจริงๆ

งั้นใครมีเงินก็เปลี่ยนชื่อวัดเป็นว่าเล่นได้ใช่มั้ยครับ   :D
ยังพยายามนะครับ...คนมีเงินแต่ไม่คิดสร้างประโยชน์ให้สังคมเยอะแยะ แล้วคุณสิเรียมฯ(ตามชื่อเดิม)นั่นก็ไม่ได้เอาเงินฟาดหัวคนในชุมชนให้เปลี่ยนชื่อวัดตามชื่อแกที่ไหน เพราะความตั้งใจในการทำความดีและไม่ใช่ครั้งเดียว ชาวบ้านจึงยอมรับ พวกที่ไม่ใช่คนในพื้นที่เดือดร้อนทำไม แถมยังไปเอาข่าวมาจากสื่อมั่ว-ชั่วเอียงๆอีกเลยเบี่ยงประเด็นไปใหญ่ เอาเป็นว่าดีพวกสอพลอเอานามสกุลบางคนไปตั้งชื่อสะพานข้ามไปภูเก็ตก็แล้วกัน

ญาติเมียผมขายที่ดินแถวมีนบุรี แล้วนำเงินส่วนหนึ่งจากขายที่ได้จำนวน 42 ล้าน ไปบริจาคที่วัดคู้บอน... ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อวัดเพื่อเอาหน้าอะไรเลย...

ไม่เชื่อไปถามคุณวิชาญ มีนชัยนันท์ดูครับ.... เอ๋อ รับประทาน.... ::007:: ::007:: ::007::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: โทน73 -รักในหลวง- ที่ พฤศจิกายน 18, 2010, 10:13:20 AM
+1 ให้คุณ Pandanus ครับ


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: รปศ. PSRU @ รักพระเจ้าอยู่หัว @ ที่ พฤศจิกายน 19, 2010, 03:07:07 PM
ผมว่าเรื่องชื่อวัดอยู่ที่ความ  พอใจพร้อมใจของคนหมู่มากในชุมชนมากกว่าสิ่งอื่นใด  ว่าคนส่วนใหญ่หรือคนหมู่มากในชุมชนนั้นๆ
เห็นสมควรว่าอย่างไร  จะตั้งชื่อว่าอะไร  หรือจะเปลี่ยนว่าอะไร  เพราะว่าวัดนั้นๆอยู่ในชุมชนของเขา  เขามีสิทธิ์ตั้งหรือเปลี่ยน
พวกเขาเห็นดีแล้วจึงตั้งชื่อนี้  หากเปลี่ยนแล้วชุมชนของพวกเขา/คนหมู่มากในชุมชนมีความสุข  ก็ช่างเขาเถอะครับ

ผมอ่านหนังสือเจอ  วัดใหญ่ๆ  ชื่อไพเราะเพราะพริ้ง  โดนศาลสั่งติดคุกจำคุกกันเป็นแถว บ้างรอศาลตัดสินไม่ไหวตายไปก่อนก็มี
ในคดีปลอมแปลงเอกสาร  เพื่อเสนอแต่งตั้งหรือตราตั้งท่านเจ้าคุณอะไรนี่แหละครับ  ผมว่าเรามาช่วยกันดูแลสอดส่ง
อะไรที่เป็นสาระกับพระพุทธศาสนากันตรงนี้ดีกว่าไหม  ไอ้พวกพระที่เห็นแก่ลาภสรรเสริญ  โกง/ซื้อแม้กระทั่งตราตั้ง


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: your-ประชาธิปไตย ที่ พฤศจิกายน 19, 2010, 03:37:02 PM
คนในพื้นที่เขายังอนุโมทนาด้วยเลย กฐินก็เป็นกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เงินที่ได้มาก็มาจากศรัทธาที่จะบำรุงพุทธศาสนาของมหาชน คนที่เป็นผู้รวบรวมจนนำมาสร้างวัดพัฒนาได้ขนาดนี้ต้องมีความตั้งใจและศรัทธาอย่างสูง สูงจนคนในท้องถิ่นยอมรับ ดีกว่าพวกที่อยากมีชื่อเป็นที่ระลึกแต่ไม่เคยลงเงินลงแรงอีกหลายต่อหลายคน ไอ้ที่พากันวิจารณ์ด้านบนมันคับแคบจริงๆ

งั้นใครมีเงินก็เปลี่ยนชื่อวัดเป็นว่าเล่นได้ใช่มั้ยครับ   :D
ยังพยายามนะครับ...คนมีเงินแต่ไม่คิดสร้างประโยชน์ให้สังคมเยอะแยะ แล้วคุณสิเรียมฯ(ตามชื่อเดิม)นั่นก็ไม่ได้เอาเงินฟาดหัวคนในชุมชนให้เปลี่ยนชื่อวัดตามชื่อแกที่ไหน เพราะความตั้งใจในการทำความดีและไม่ใช่ครั้งเดียว ชาวบ้านจึงยอมรับ พวกที่ไม่ใช่คนในพื้นที่เดือดร้อนทำไม แถมยังไปเอาข่าวมาจากสื่อมั่ว-ชั่วเอียงๆอีกเลยเบี่ยงประเด็นไปใหญ่ เอาเป็นว่าดีพวกสอพลอเอานามสกุลบางคนไปตั้งชื่อสะพานข้ามไปภูเก็ตก็แล้วกัน

ญาติเมียผมขายที่ดินแถวมีนบุรี แล้วนำเงินส่วนหนึ่งจากขายที่ได้จำนวน 42 ล้าน ไปบริจาคที่วัดคู้บอน... ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อวัดเพื่อเอาหน้าอะไรเลย...

ไม่เชื่อไปถามคุณวิชาญ มีนชัยนันท์ดูครับ.... เอ๋อ รับประทาน.... ::007:: ::007:: ::007::
สังเกตความแตกต่างระหว่างเหตุผลข้างบนกับข้างล่างดูได้ครับ
ผมว่าเรื่องชื่อวัดอยู่ที่ความ  พอใจพร้อมใจของคนหมู่มากในชุมชนมากกว่าสิ่งอื่นใด  ว่าคนส่วนใหญ่หรือคนหมู่มากในชุมชนนั้นๆ
เห็นสมควรว่าอย่างไร  จะตั้งชื่อว่าอะไร  หรือจะเปลี่ยนว่าอะไร  เพราะว่าวัดนั้นๆอยู่ในชุมชนของเขา  เขามีสิทธิ์ตั้งหรือเปลี่ยน
พวกเขาเห็นดีแล้วจึงตั้งชื่อนี้  หากเปลี่ยนแล้วชุมชนของพวกเขา/คนหมู่มากในชุมชนมีความสุข  ก็ช่างเขาเถอะครับ

ผมอ่านหนังสือเจอ  วัดใหญ่ๆ  ชื่อไพเราะเพราะพริ้ง  โดนศาลสั่งติดคุกจำคุกกันเป็นแถว บ้างรอศาลตัดสินไม่ไหวตายไปก่อนก็มี
ในคดีปลอมแปลงเอกสาร  เพื่อเสนอแต่งตั้งหรือตราตั้งท่านเจ้าคุณอะไรนี่แหละครับ  ผมว่าเรามาช่วยกันดูแลสอดส่ง
อะไรที่เป็นสาระกับพระพุทธศาสนากันตรงนี้ดีกว่าไหม  ไอ้พวกพระที่เห็นแก่ลาภสรรเสริญ  โกง/ซื้อแม้กระทั่งตราตั้ง



หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: soveat ชุมไพร ที่ พฤศจิกายน 19, 2010, 11:18:32 PM

สะพานข้ามภูเก็ต  ชื่ออะไรครับ  :D
สะพานสารสินครับ

[/quote]

 ::005:: ::005:: ::005:: โดดน้ำฆ่าตัวตายดีกั่ว...


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: RMAY ที่ พฤศจิกายน 19, 2010, 11:22:05 PM

 ::005:: ::005:: ::005:: โดดน้ำฆ่าตัวตายดีกั่ว...
[/quote]
จะลงความเห็นกระทู้นี้ อ่าน นี้ก่อน ครับ พี่กวาง  :) :) :)

คนในพื้นที่เขายังอนุโมทนาด้วยเลย กฐินก็เป็นกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เงินที่ได้มาก็มาจากศรัทธาที่จะบำรุงพุทธศาสนาของมหาชน คนที่เป็นผู้รวบรวมจนนำมาสร้างวัดพัฒนาได้ขนาดนี้ต้องมีความตั้งใจและศรัทธาอย่างสูง สูงจนคนในท้องถิ่นยอมรับ ดีกว่าพวกที่อยากมีชื่อเป็นที่ระลึกแต่ไม่เคยลงเงินลงแรงอีกหลายต่อหลายคน ไอ้ที่พากันวิจารณ์ด้านบนมันคับแคบจริงๆ


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: soveat ชุมไพร ที่ พฤศจิกายน 19, 2010, 11:26:06 PM

 ::005:: ::005:: ::005:: โดดน้ำฆ่าตัวตายดีกั่ว...
จะลงความเห็นกระทู้นี้ อ่าน นี้ก่อน ครับ พี่กวาง  :) :) :)

คนในพื้นที่เขายังอนุโมทนาด้วยเลย กฐินก็เป็นกฐินพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เงินที่ได้มาก็มาจากศรัทธาที่จะบำรุงพุทธศาสนาของมหาชน คนที่เป็นผู้รวบรวมจนนำมาสร้างวัดพัฒนาได้ขนาดนี้ต้องมีความตั้งใจและศรัทธาอย่างสูง สูงจนคนในท้องถิ่นยอมรับ ดีกว่าพวกที่อยากมีชื่อเป็นที่ระลึกแต่ไม่เคยลงเงินลงแรงอีกหลายต่อหลายคน ไอ้ที่พากันวิจารณ์ด้านบนมันคับแคบจริงๆ
[/quote]


เห็นแล้วครับบัง...ขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืดครับ   :D


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: RMAY ที่ พฤศจิกายน 19, 2010, 11:43:58 PM
 ::005:: ::005:: ::005::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: prawin -รักในหลวง- ที่ พฤศจิกายน 21, 2010, 01:19:54 AM
มาต่ออีกรอบครับ   ::008::

http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9530000163612 (http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9530000163612)

อนุสรณ์รัก “พายัพ - สิเรียม” หมายให้เป็นตำนานรักผ่าน “วัดเนรมิต บ้านสังกัน” ที่เคยทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขันกันเมื่อปีกลาย แม้งานบุญปีนี้จะไม่มี “พายัพ ชินวัตร” ใช่ว่าร่องรอยรักจะคลายคลอน หากแต่เป็นความประสงค์ของพายัพ ชินวัตร น้องชายของ นช. ทักษิณ ชินวัตรที่ต้องการให้ “ชื่อวัด” มีความโดดเด่นและเป็นประเด็นสำคัญยิ่งกว่าเรื่องส่วนตัวของเขากับเธอในปีนี้ !! ให้ชื่อนี้เป็นของขวัญยังความชุ่มชื่นหัวใจแก่โยมอุปัฏฐาก ผู้มีความฝันอยากมีชีวิตที่เพียบพร้อมอย่างนางวิสาขาในสมัยพุทธกาลที่สร้าง “พระวิหารบุพพาราม” ส่วนชื่อวัดเดิม ไม่เป็นมงคล เป็นเพียงข้ออ้าง !?
       
       “เกลียดกัน” ไม่เหมาะกับอนุสรณ์ความรัก
       ชื่ออย่างเป็นทางการคือ “วัดเนรมิต” แปลว่า สร้างหรือบันดาลด้วยอำนาจฤทธิ์ ไม่มงคลตรงไหน !?
       ชาวบ้านนิยมเรียกวัดนี้ด้วยชื่อไม่เป็นทางการว่า “วัดบ้านสังกัน” คำนี้ “สังกัน” ตามเอกสารขอความเห็นชอบเปลี่ยนแปลงชื่อวัด ระบุว่า “สังกัน เป็นภาษาถิ่นอีสาน หมายถึง เกลียดกัน”
       คำเดียวกันนี้ ภาษาเขมร แปลว่า “ขี้เหล็ก” !!
       
       การเปลี่ยนชื่อวัด ผ่านตามขั้นตอนโดยการเห็นชอบจากเจ้าคณะตำบล, อำเภอ, จังหวัด และภาค รวมถึงนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดถึงมหาเถรสมาคม ถ้าเชื่อกันตามนี้ ความไม่เป็นมงคลน่าจะมาจากชื่อหมู่บ้านมากกว่าชื่อวัด ถ้าจะเปลี่ยนชื่อจริง ต้องเปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน ไม่ใช่ชื่อวัด !!
       
       แม้วันนี้ชื่อวัดจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ป้ายชื่อวัดยังเป็น “วัดสิเรียมพุทธาราม บ้านสังกัน” ยังมีคำว่า “สังกัน” ที่แปลว่า “เกลียดกัน” อันเป็นคำแสลงหูของพายัพ ชินวัตร อยู่ เพราะฉะนั้น … การเปลี่ยนชื่อวัดที่อ้างว่าไม่เป็นมงคลจึงเป็นแค่ “ข้ออ้าง” เท่านั้น …
       
       เขียนประวัติให้เครดิตแก่สิเรียมว่า ในช่วงที่ก่อสร้างวัดใหม่ๆ แอน สิเรียมได้เข้ามาในหมู่บ้านเพื่อเสาะหาวัดเล็กๆที่จะทำนุบำรุงในฐานะโยมอุปัฏฐาก พร้อมทั้งได้พาญาติโยมมาร่วมทำบุญต่อเนื่อง ชาวบ้านจึงเห็นชอบให้ใช้ชื่อสิเรียมเป็นชื่อวัด
       
       กรมการศาสนาอนุมัติให้สร้างวัดเมื่อปี 2545 โดยก่อนหน้าเป็นเพียงที่พักสงฆ์มาตั้งแต่ปี 2541 และสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติประกาศตั้งเป็นวัดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2547 โดยพระปลัดสุวิทย์ เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านสังกันแห่งนี้ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2548
       
       ปี 2551 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระราชาทินัดดามาตุ ประทานผ้ากฐินทอดถวาย
       ปี 2551 - 2552 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานผ้าพระกฐิน
       บางกระแสข่าว สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ เพิ่งจะเข้ามายังวัดแห่งนี้ไม่เกิน 3 ปีเท่านั้น โดยปีที่แล้วเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาก ในกรณีที่พายัพ ชินวัตรกับสิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ สำหรับในปีนี้ เมื่อเสร็จจากพิธีทอดพระกฐินครั้งนี้ สิเรียมได้มอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กและมอบผ้าห่มกันหนาวให้แก่ผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก
       
       “ชื่อวัด” ของขวัญจากพายัพ
       
       วัดบ้านสังกันแห่งนี้มีความสำคัญกับพายัพ - สิเรียม ในฐานะที่เป็นวัดเชื่อมเนื้อคู่บุพเพสันนิวาส ปีที่แล้ว ทั้งคู่ประทับใจและมีจิตอาวรณ์ต่อ “กฐินประสานใจ” ซึ่งต่อมา ภาพชุดไทยของฝ่ายหญิง และ ไทสีหวานของฝ่ายชายที่ใส่มาร่วมงานกฐินเมื่อปีที่แล้ว ทำให้เรื่องราวของเขาและเธอกระฉ่อนไปทั้งประเทศเป็นที่รับรู้แก่สาธารณชนในวงกว้าง … ต่อมาราวๆกลางพฤศจิกายน พายัพ- สิเรียมมีเรื่องแตกหักกันอย่างรุนแรงถึงขนาดที่ฝ่ายหญิงหนีไปพำนักยังต่างประเทศ ปีนั้นเองที่สิเรียมได้รับฉายาว่า “ม่ายลี้ภัย”
       
       แต่กระนั้น สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์กับพายัพ ชินวัตรก็ยังหมุนเวียนและได้กลับมารักกันเป็นครั้งที่ 2 และตามรายงานข่าวของ “โสมชบาจ๊ะจ๋า” เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา กล่าวว่า “แถมความสัมพันธ์แฮปปี้ดีกว่าเก่าอีก” ช่วงที่ทำท่าจะเป็นข่าวใหญ่ บังเอิญมาเกิดในช่วงจังหวะเดียวกับ “ฟิล์ม” รัฐภูมิ เกิดวิกฤตในชีวิต ข่าวของฟิล์มก็เลยกลบกระแสของ “พายัพ - สิเรียม” ลงอย่างสิ้นเชิง จนกระทั่งข่าวบันเทิงทั้งหลายเริ่มซาและลดความแรงลง เรื่องการเปลี่ยนชื่อวัดก็เข้ามาสร้างความฮือฮาให้แก่วงการอีกครั้ง
       
       เบื้องหลังความหวานชื่นของสิเรียมและพายัพที่กลับมาพบกันอีกครั้ง ก็เพราะพายัพ ชินวัตรตั้งใจรับขวัญเธอด้วยการเปลี่ยนชื่อวัดเพื่อให้เป็นอนุสรณ์แห่งรักที่พายัพมีต่อสิเรียม ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ ตามที่อ้างกันเพื่อเป็นเหตุผลในการเปลี่ยนชื่อวัดแต่อย่างใด
       
       พายัพ ชินวัตร ฉลาดและรู้ว่า ผู้หญิงอย่าง สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ ที่เขาหมายมั่นและตั้งใจผูกใจไว้นั้น มีเพียง “ธรรมะ” ที่จะเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งได้ คนอย่างพายัพที่อ้างตัวว่า “ชีวิตติดธรรมะ” รู้และมองทะลุว่า “แอน” สิเรียมนั้นยึดเอา “นางวิสาขา” เป็นแรงบันดาลใจแห่งธรรม
       
       ตามประวัติของนางวิสาขา เป็นผู้มีศรัทธาในพระศาสนาอย่างแรงกล้า ถวาย “พระวิหารบุพพาราม” และโลหะปราสาทหลังแรกแก่พระพุทธเจ้า และพระพุทธองค์ยกย่องให้นางวิสาขาเป็นผู้เป็นเลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลาย
       
       ณ วันนี้ … พายัพ ชินวัตร เปลี่ยนชื่อวัดบ้านสังกัน เป็นชื่อ “วัดสิเรียมพุทธาราม” เพื่อให้ชื่อของเธออยู่เคียงข้างกับพระศาสนา นี่แหละที่สิเรียมเคยบอกเสมอว่า ถูกใจพายัพในเรื่องทำบุญ” ที่สำคัญชื่อ “สิเรียม” นี้มีความหมายตรงกันข้ามกับ “สังกัน” โดยสิ้นเชิง สามารถเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี ด้วย “ความหมาย” !!
       
       “สิเรียม” คำนี้ สันติ เศวตวิมลเป็นผู้ตั้งให้ !! โดยเปลี่ยนแต่ชื่อ จาก “วิริญ” เป็น “สิเรียม” และให้กลับไปใช้นามสกุลเดิมของแม่คือ “ภักดีดำรงฤทธิ์” แทน “ กิ๊บสัน” ของพ่อ ชื่อสิเรียมนี้ สันติ ให้เหตุผลว่า แอน สิเรียมเป็นลูกครึ่งไทย - อเมริกัน ซึ่งบังเอิญว่าสันติเคยไปเที่ยวเมืองหนึ่งในพม่า อยู่ที่ปากอ่าวเมาะตะมะ ซึ่งมีลูกครึ่งพม่า - โปรตุเกส สวยๆอยู่กันมาก จึงใช้ชื่อนี้ !! อีกทั้งคำแปลของคำนี้ หมายถึง “สิ่งอันเป็นที่รัก ที่ครองความมั่นคง”
       
       สิเรียมพุทธาราม หมายถึง “อารามพุทธซึ่งเป็นที่รักอันมั่นคง” … ว้าว … ขนาดนี้เชียว !
       
       พายัพ คนนี้ป็นน้องชายคนเดียวของทักษิณ ชินวัตร และเป็นผู้ดูแลภาคอีสานของพรรคเพื่อไทย อีกทั้งเป็นอดีตสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ เล่ห์เหลี่ยมทางโลกและทางธรรมบวกกับบทเรียนในปีที่แล้ว ทำให้เขาฉลาดขึ้น ปีนี้ เขาถอยฉากมาอยู่เบื้องหลัง ไม่ต้องการออกหน้าขโมยซีนให้เป็นข่าวคาวอย่างปีที่แล้ว ขณะเดียวกัน ก็เรียกคะแนนเสียงด้วยการปล่อยให้สิเรียมภาคภูมิใจกับชื่อใหม่ของวัดบ้านสังกันอย่างเต็มที่ !?
       
       เอกสารขอเปลี่ยนชื่อวัด
       ขอความเห็นชอบเปลี่ยนแปลงชื่อ วัดบ้านสังกัน เป็น “วัดสิเรียมพุทธาราม” จังหวัดศรีสะเกษ
       ในการประชุมมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๒/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๓ เลขาธิการมหาเถรสมาคมเสนอว่า พระราชโมลี รองเจ้าคณะภาค ๑๐ ปฏิบัติ-หน้าที่แทนเจ้าคณะภาค ๑๐ ได้มีลิขิต ที่ สภ.๑๐๐๓/๔๐๙ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ แจ้งว่า ได้ส่งรายงานขอเปลี่ยนแปลงชื่อ วัดบ้านสังกัน ตั้งอยู่ที่ บ้านสังกัน หมู่ที่ ๙ ตำบลสำโรงพลัน อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ เป็น “วัดสิเรียมพุทธาราม” เนื่องจากคำว่า สังกัน เป็นภาษาถิ่นอีสานหมายถึงเกลียดกัน
       
       สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่า วัดบ้านสังกัน ได้ประกาศตั้งวัด เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๗ มีอายุไม่เกิน ๕๐ จะต้องเสนอ มหาเถรสมาคมพิจารณาก่อนแล้วจึงนำเสนอคณะกรรมการพิจารณาเรื่องการขอเปลี่ยน-แปลงชื่อจังหวัด อำเภอ และตำบล หมู่บ้าน หรือสถานที่ราชการอื่นๆ ของกระทรวงมหาดไทยพิจารณา โดยได้รับความเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองและเจ้าคณะ-พระสังฆาธิการเจ้าสังกัดตามลำดับจนถึงพระราชโมลี รองเจ้าคณะภาค ๑๐ ปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าคณะภาค ๑๐ ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว
       
       สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นควรนำเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อโปรดพิจารณา
       ที่ประชุมพิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบให้เปลี่ยนแปลงชื่อ วัดบ้านสังกัน ตำบลสำโรงพลัน อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ เป็น “วัดสิเรียมพุทธาราม”
       
       วัดเสริมบุพเพฯ “พายัพ - แอน”
       เมื่อปีที่แล้ว เรารู้จัก“วัดบ้านสังกัน” แห่งนี้ ก็เพราะ “พายัพ ชินวัตร” พา “สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์” มาทำบุญทอดกฐินกันที่วัดแห่งนี้ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2552 ภาพที่พายัพใส่สูทผูกเนกไทสีชมพูที่ตัดมาจากผ้าไหมชินวัตรในพับเดียวกับชุดไทยแขนกระบอกของสิเรียม ไม่ต้องอธิบายเรื่องราวอื่นใดให้มากความไปกว่านี้
       
       สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ เป็นคนพูดเองว่า จะไม่มีการแต่งงานหนที่ 3 ในชีวิต สิเรียมในครั้งนั้น บอกกับใครต่อใครว่า พายัพเพียงแค่เอ็นดูเธอ ไม่ได้มีท่าทีว่าจะจีบ และยอมรับว่าถูกใจในเรื่องทำบุญ ขณะที่ฝ่ายพายัพ ชินวัตรเองกลับให้การไปอีกแบบ เขาบอกกับใครต่อใครว่า สิเรียมคนนี้แหละเป็นสาวในสเปก อยู่ใกล้แล้วอบอุ่น แถมยังบอกอีกว่า ปัจจุบัน ไม่ใช่แฟน แต่อนาคตไม่แน่
       หลังงานบุญทอดกฐินเมื่อปีที่แล้ว ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แตกหัก สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ ตัดสินใจออกจากวงการอย่างถาวร โดยไม่ร่ำลาใคร !!
       
       ระหว่างที่มีปัญหากับพายัพ ชินวัตรเมื่อปลายปีที่แล้ว อดีตนางเอกและพิธีกรสาวอย่างสิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ พยายามที่จะหา “ตัวช่วย” ที่จะเข้ามาคุ้มครองดูแล ในช่วงเดือนมีนาคม - เมษายนที่ผ่านมา เธออยู่ภายใต้อุ้งมือของ “เสี่ย พ.” นักธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งก็คือ ไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม “ไพโรจน์ บ้านฉาง” ที่เป็น “คนสนิท” ของ นช. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเข้ามาช่วยเหลือในยามที่ชีวิตถึงคราวหน้าสิ่วหน้าขวาน และผู้ชายคนนี้ยังสามารถพาธุรกิจของเธอไปยังประเทศต่างๆ ได้ รับรู้กันว่า เสี่ยไพโรจน์ผู้นี้เป็นนายหน้าทางธุรกิจคนสำคัญให้ทักษิณไปลงทุนทำธุรกิจต่างๆในเมืองดูไบ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อีกทั้งพายัพ ชินวัตร ยังดูด้อยค่าเมื่อเทียบกับคนอื่นๆในวงศ์วาน “ชินวัตร” ในสายตาทักษิณ ผู้เป็นพี่ชาย ดังนี้ สายตาของไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ที่มองไปยังพายัพ ก็ไม่แตกต่างจากทักษิณ เท่าไรนัก ครั้งนั้นไพโรจน์ได้บลัฟพายัพด้วยการทิ้งเศษเงิน 3 ล้านบาทด้วยการซื้อแหวนประดับเพชรให้สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์
       
       ขณะนั้น เป็นช่วงเวลาที่สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ เดินทางกลับมาเมืองไทยเพื่อเปิด สลิมมิ่ง พลัส บายด์ สิเรียม ที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ ในระหว่างนี้ พายัพ ชินวัตรเริ่มพยายามที่จะกลับมาวนเวียนในชีวิตของสิเรียมอีกครั้ง ประโยคนี้ที่พายัพ ชินวัตรเคยกล่าวไว้ ยังคงใช้ได้เสมอกับ “แอน” สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์
       
       “ วันนี้อาจไม่ใช่แฟน แต่วันหน้าไม่แน่ เพราะสวยถูกสเปก”
       
       สุดท้ายพายัพ ชินวัตรก็ช่วงชิงเอา สิเรียม ให้กลับมาสู่อ้อมอกอีกครั้งจนได้ !! เพราะพายัพ ชินวัตรไม่ยอมแพ้ ไม่สิ้นความพยายามที่จะติดต่อและส่งคนไปไกล่เกลี่ยความเข้าใจผิด ณ ช่วงเวลานั้น ผู้ชาย 2 คนต่างก็หมายหัวใจของม่ายสาวอย่างสิเรียม ทั้งคู่ต่างก็มีฐานะ และสามารถเกื้อกูลต่อสิเรียมในทางธุรกิจ แต่สิ่งชนะหัวใจของสิเรียมมีเพียงเรื่องเดียวคือ “ทำบุญ” นี่แหละ
       
       เรื่องราวความสัมพันธ์ครั้งใหม่ของสิเรียมและพายัพ ถูกนำมาปูความสัมพันธ์ ภายใต้ความเอื้อเกื้อกันทั้งในงานบุญและธุรกิจ ต้องยอมรับว่า ในประเทศไทยนั้น ธุรกิจความงามของสิเรียมบางแห่งอาจจะไม่ประสบความสำเร็จจนต้องปิดตัวเอง แต่การกลับมาของพายัพ ชินวัตรในหนใหม่ครั้งนี้ เขาได้เข้ามาร่วมทุนเพื่อเปิดธุรกิจความงามในต่างประเทศ โดยติดต่อ ประสาน และดำเนินการร่วมผ่านไปยังบุคคลที่พายัพมีคอนเนกชันเพื่อกรุยและหาช่องทางด้านธุรกิจ ขณะเดียวกัน แม้แต่ชื่อวัดก็ยังสามารถเปลี่ยนเป็นของขวัญได้ นับประสาอะไรอย่างอื่นที่จะให้ไม่ได้ ขอเพียงแต่เอื้อนเอ่ยและบัญชามาเถิด … แอน
       
       บิลลี่จะแต่งงาน - นนนี่คลอดลูกแล้ว
       บางทีเรื่องธรรมะ งานบุญ อาจจะเป็นเรื่องที่สิเรียมพยายามที่จะกลบบางเรื่องราวที่หนักหนาสาหัสในชีวิต วันนี้คนที่เคยแวดล้อมสิเรียม เริ่มจะมีเรื่องราวใหม่ๆ บิลลี่ โอแกน อดีตสามีคนแรกของสิเรียมกำลังจะแต่งงานใหม่ ขณะที่ลูกสาว "นนนี่" ข่าวใหม่ล่าสุด บอกว่า คลอดลูกแล้ว !!
       
       ชีวิตสิเรียม ภักดีดำรงค์ฤทธิ์ หลังเลิกรากับ บิลลี่ โอแกน และราจิต แสงชูโต โดยรับภาระหน้าที่ในการเลี้ยงดู ลูกสาว "นนนี่" หรือ "นนลนีย์ โอแกน" หลังการแต่งงานครั้งที่ 2 ล้มเหลว “แอน” สิเรียมประกาศว่าจะไม่มีการแต่งงานหน 3 อีก และจะขอใช้ชีวิต “ม่าย” เลี้ยงดูลูกสาว แต่กระนั้น ก็มีข่าวเรื่องที่เธอไปพัวพันกับพายัพ ชินวัตร และไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ ตามลำดับ
       
       ฟาก "บิลลี่ โอแกน" อดีตสามีที่ยังคงวนเวียนอยู่ในคอนเสิร์ต แวดวงดนตรี โผล่มาครั้งหลังสุดมีเรื่องเซอร์ไพรส์ด้วยการ เตรียมแต่งงานใหม่กับสาวนอกวงการที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าลูกสาวคนเดียวอย่างนนนี่ว่ายังไม่ทราบว่าพ่อจะแต่งงานใหม่ โดยพ่อของเธอบอกเพียงว่าจะบอกต่อเมื่อเรื่องทุกอย่างพร้อมแล้ว โดยก่อนหน้านี้ หลังหย่ากับสิเรียม บิลลี่ได้คบหาดูใจกับ "โบว์-ปรารถนา องค์ชัยศักดิ์" ก่อนที่จะมาพบรักอีกครั้งกับสาวนอกวงการคนดังกล่าวถึงขนาดจะแต่งงานใหม่ในเร็ววันนี้
       
       ในขณะที่พ่อและแม่ต่างมีเวลาให้แก่ "คนใหม่" และ "สิ่งใหม่" ในชีวิต ลูกสาวอย่างนนนี่ก็มีข่าวลือที่ไม่ดีนัก ทั้งการตั้งครรภ์ที่เกิดจากความผิดพลาดกับอดีตสามีของน้องสาวพระเอกชอบขับรถ ข่าวลือจะเป็นจริงหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับว่าพ่อและแม่ได้มีส่วนช่วยดูแลหัวใจและให้ความอบอุ่นกับลูกจริงหรือไม่ เพราะเท่าที่ดูแล้วพ่อแม่ต่างมีกิจกรรมต่างๆที่ไม่ค่อยได้ให้ลูกได้รับรู้ ข่าวฉาวที่เกิดขึ้นกับอดีตครอบครัวที่ล้มเหลวไปแล้วจึงรุมเร้าอยู่ในขณะนี้ บางครั้งชีวิตของ "นนนี่" อาจอยากได้พ่อและแม่ที่พร้อมเข้าใจมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะเรื่องบางเรื่องพ่อแม่จะตอบคำถามลูกได้ดีกว่า "ญาติ" อย่ามัวแต่ห่วงสุขตัวเองจนลืม "นึกถึงลูก" (บ้าง) ก็แล้วกัน !!
       
       ไปวัดให้น้อยลง เยี่ยมลูกให้มากขึ้น น่าจะทำให้สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ รู้จัก “ความรักและความสุข” ที่แท้จริง
       ....................
       
       ที่มา นิตยสาร ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 59 วันที่ 20 - 26 พฤศจิกายน 2553



หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: Peerapat - รักในหลวง ที่ พฤศจิกายน 21, 2010, 02:04:41 AM
จากหลายๆ คอมเม้นของข่าวแรกกับข่าวล่าสุด คนไม่เห็นด้วยอื้อเลย ถ้าเจ้าตัวได้อ่าน คงสะเทือนใจน่าดู และต้องกลับไปมองตัวเองว่าสมควรหรือไม่

 
 ::014::


หัวข้อ: Re: วัดสิเรียมพุทธาราม ครับ
เริ่มหัวข้อโดย: oil ที่ พฤศจิกายน 21, 2010, 01:24:02 PM
คนดีชอบแก้ไข คนอะไรก็ชอบเอาแต่พูดกัน
กะหรี่เมื่อก่อนยังเอาเงินที่ขายประเวณีไปสร้างวัดคณิกาผล   คนทำไม่พูด...ทำไปเลย  แต่คนพูดก็ไม่เคยแม้แต่คิดจะทำ
ต่อให้ไอ้เหลี่ยมสร้างวัด แล้วเอาชื่อไปแปะไว้ที่โบสถ์ พุทธศาสนิกชนก็ต้องไม่รังเกียจที่จะทำนุบำรุงสงฆ์และสังฆารามนั้นโดยมิแบ่งแยก  ประโยคด้างล่างนี้โดนใจยิ่งนัก

"ข้าพเจ้าต่อสู้เพื่อคุณธรรมที่อยู่ในใจของข้าพเจ้า ใครที่ขัดขวางคุณธรรมนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด เราก็จะถือว่าเป็นศัตรู"